วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

ยาลดน้ำหนัก อันตราย จริงๆ

ถ้าพูดคำว่า "ยาลดน้ำหนัก" เชื่อว่าทั้งเพื่อนๆที่กำลังมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก หรือเพื่อนๆที่ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ต่างก็รู้จักคำๆนี้เป็นอย่างดี แต่จะมีซักกี่คนที่ค่ะรู้จัก"อันตราย"ของมันจริงๆ เพื่อนๆบางคนอาจจะไม่รู้เลย บางคนอาจจะรู้มาบ้างแต่ไม่กล้าค้นรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะกลัวความจริง บางคนรู้โดยไม่ต้องค้นหาข้อมูล เพราะเกิดขึ้นกับตนเอง แล้วก็จะมีเพื่อนๆจำนวนหนึ่งในสังคมที่ทราบอันตรายดี และตั้งใจว่าจะลดน้ำหนักยังไงก็ได้แต่ขอไม่ใช้ยาลดน้ำหนักแต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากคะ ทั้งๆที่ปัจจุบันความรู้เรื่องอันตรายของยาลดน้ำหนัก ค่อนข้างจะเป็นที่แพร่หลาย แต่กลับมีเพื่อนๆจำนวนมาก ที่ยังคงเลือกที่จะลดน้ำหนักด้วยการทานยาลดน้ำหนัก อาจจะเป็นเพราะว่ามันง่าย ราคาไม่แพง หรือบางคนอาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ต้องให้ยามาช่วยควบคุม แต่เพื่อนๆเชื่อเถอะคะว่า ไม่มีอะไรที่ง่าย ราคาถูก แล้วยังได้ผลดีโดยไม่มีผลข้างเคียงอะไรไม่ว่าเพื่อนๆจะเคยรู้จักหรือไม่ วันนี้เรามาทำความรู้จัก "ยาลดน้ำหนัก" กัน โดยจะไม่เน้นคำศัพท์วิชาการ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายขึ้นคะเพื่อนๆทราบไหมคะว่า โดยทั่วไปแล้ว ยาลดน้ำหนัก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เราทานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งโรงพยาบาล คลีนิค และสามารถเข้าถึงได้ทุกคนแบบที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะใช้เพื่อเป็นยารักษาในกรณีที่บางคนมีน้ำหนักตัวเยอะมากและเริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพ "เท่านั้น" นะคะ และการทานยานั้นจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่าง"ใกล้ชิด" เนื่องจากยาบางตัวที่ทานนั้นมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ เรามาทำความรู้จักยาลดน้ำหนักกลุ่มหลักๆกันดีกว่าค่ะ1. กลุ่มยาลดความหิว(ที่ต้องเรียกเป็นกลุ่มเพราะมีกลายตัว ตามแต่คุณหมอแต่ละคนจะสั่งให้เราคะ) ยาบางตัวดัดแปลงมาจากยาบ้า ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อควบคุมความหิว เวลาที่เราทานเข้าไปแล้วเราจะไม่หิว เพราะระบบประสาทถูกกดเอาไว้ เราจึงทานน้อยลง(น้ำหนักตัวเราก็ต้องลดลงเพราะเราทานน้อยลง) ยากลุ่มนี้แหละคะที่เวลาทานแล้วจะเกิดผลข้างเคียงแบบที่เพื่อนๆที่เคยทานเจอ ก็คือ กระสับกระส่าย ปวดหัว หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ คลื่นไส้ เบลอๆ ซึมเศร้า ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เหงื่อออก ท้องผูกอาการเหล่านี้เกิดจากการที่ระบบประสาทถูกกดเอาไว้นั่นเองค่ะ ดูอาการแต่ละอย่างสิค่ะ มีผลต่อส่วนสำคัญของร่างกายทั้งนั้นเลย สมอง หัวใจ ความดันโลหิต ระบบขับถ่าย น่ากลัวไหมคะที่สำคัญยาในกลุ่มนี้หลายๆตัวได้ห้ามการจำหน่ายแล้ว เนื่องจากจะทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว ยาส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ทานติดต่อกันเกิน 12 สัปดาห์นะคะ เพราะจะเป็นอันตรายได้ และแม้ว่าเราจะทราบว่ายาอะไรที่ห้ามจำหน่าย แต่เพื่อนๆลองนึกดูนะคะ เวลาเราได้รับยาจากหมอ เราไม่มีทางทราบได้เลยใช่ไหมคะว่า ยานั้นคือยาอะไร หากหมอบอกว่าไม่ใช่ยาที่ห้ามจำหน่ายเราก็ต้องเชื่อตาม เพื่อนๆพอจะจินตการออกแล้วใช่ไหมคะ ว่าหากเราทานยาลดน้ำหนัก เราเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงแค่ไหน แต่ยังไม่หมดค่ะ เพราะยังมียาอีกหลายกลุ่ม2. กลุ่มยาเร่งการเผาผลาญยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทที่มีบทบาทในการควบคุมการใช้พลังงาน(การเผาผลาญ)ในร่างกายเรา เมื่อทานเข้าไปแล้วจะไปกระตุ้นให้ร่างกายเรามีการเผาผลาญมากขึ้นซึ่งจะทำให้ร่างกายเรามีการเผาผาญไขมันมากขึ้นนั่นเองค่ะ ผลข้างเคียงจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนต่อหัวใจของเราค่ะ นั่นคือหัวใจเราจะเต้นผิดจังหวะ และน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ช็อกได้ และผลข้างเคียงระยะยาวคือ อาจจะทำให้มีไขมันลดลงแต่กล้ามเนื้อขนาดใหญ่ขึ้นค่ะ(ซึ่งเพื่อนๆที่เป็นผู้หญิงคงไม่ต้องการแน่ๆใช่ไหมคะ)3. กลุ่มยาขับน้ำ(ขับปัสสาวะ)ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ตรงตัวค่ะ คือช่วยให้ร่างกายขับน้ำออกจากร่างกายมากขึ้น ซึ่งปกติจะใช้บ่อยกับนักมวยที่ต้องการลดน้ำหนักเร่งด่วน ฉะนั้นพอเรากินน้ำหนักเราก็จะลดลงเร็วเนื่องจากเสียน้ำ แต่เมื่อเราทานน้ำมากขึ้นน้ำหนักก็จะกลับมาใหม่ค่ะ ยาในกลุ่มนี้ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย จะมีแต่ผลเสีย ร่างกายสูญเสียน้ำ และจะสูญเสียเกลือแร่ไปด้วย จะทำให้มีอาการเพลีย และหากใช้นานอาจทำให้ไตพิการได้เลยนะคะ4. ยากลุ่มที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมันยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่ระบบทางเดินอาหาร ด้วยการยับยั้งเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมัน ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลต่อระบบประสาทจึงไม่มีอาหารผลข้างเคียงออกมาให้เห็นมากนัก จะเห็นได้จากการที่อุจจาระออกมาจะเป็นเมือกมันๆ 5. กลุ่มยาลดผลข้างเคียงยาในกลุ่มนี้หมายถึง ยาที่พยายามลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับร่างกายเราให้น้อยลงค่ะ ยกตัวอย่างเช่น หากท้องผูกก็เพิ่มยาระบาย หากน้ำตาลในเลือดสูงก็เพิ่มยาลดน้ำตาล หากมีซึมเศร้าก็เพิ่มยาลดอาหารซึมเศร้า ฟังแล้วดูน่าเศร้ามากกว่าดูดีนะคะ เพราะเราต้องทานยาเพิ่ม เพราะผลข้างเคียงจากยาลดน้ำหนักที่เราทาน แล้วเราจะทานมันไปทำไมคะ และเพื่อนๆห้ามคิดว่าผลข้างเคียงเหล่านี้จะเกิดขึ้นเฉพาะตอนเราทานยา เพราะยาเหล่านี้มีโอกาสตกค้างในร่างกายได้ แม้ว่าเราหลุดทานแล้วผลข้างเคียงต่อระบบประสาท หัวใจ ตับ ไต ฯลฯ ยังคงอยู่ในร่างกายเรา เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ถึงเวลาแสดงอาการออกมาเท่านั้นเอง แล้ววันนึงเมื่อสิ่งที่ตกค้างในร่างกายแสดงออกมา ก็อาจจะเกิดเรื่องเศร้าขึ้นกับเราได้นะคะ เหมือนข่าวที่เพื่อนๆหลายคนเคยได้ยินมา เช่น(ขออนุญาต สงวนชื่อและนามสกุลนะคะ)- 16 ธันวาคม 2545 หญิงสาวอายุ 27 ปีเสียชีวิตที่จังหวัดอ่างทอง เพราะทานยาลดน้ำหนัก จาก 100กว่ากิโล ลดเหลือ 60กิโล โดยทานติดต่อกันนานจน สุดท้ายหลังจากหยุดทานมาปีกว่าก็เสียชีวิต(จาก ข่าวสด 17 ธ.ค. 2545)- 12 ธันวาคม 2548 หนุ่มหัวหน้าสถานีอนามัย อายุ 30 ปี ต้องการลดเพียง 6-7 กิโล ทานยาลดความอ้วนพร้อมเครื่องดื่มบำรุงกำลัง หัวใจวายตายที่จังหวัดราชบุรี(คมชัดลึก 13 ธค 2548)- ธันวาคม 2548 หญิงสาวอายุ 26ปี ทานยาลดความอ้วน ที่จ่ายโดยคลีนิคในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพ จนสูญเสียความทรงจำไปนานถึง 3 ปี(คมชัดลึก 18 ธค 2548)- 26 มีนาคม 2550 นักเรียนหญิง ม.4 อายุ 16 ปี ชาวนครราชสีมา เสียชีวิตเพราะทานยาลดน้ำหนัก แล้วไตวายเฉียบพลัน(คมชัดลึก 30 มีค 2550)- 20 สิงหาคม 2550 หญิงสาวอายุ 36 ปี ชาวกรุงเทพ ทานยาลดน้ำหนัก จนคลุ้มคลั่งจนขังลูกไว้ในรถ เพราะประสาทหลอนว่าจะมีคนมาทำร้าย(คมชัดลึก 21 สค 2550)และอีกมากมายทั้งที่เป็นข่าว และไม่เป็นข่าว สิ่งเหล่านี้พร้อมจะเกิดขึ้นกับทุกๆคน โดยเฉพาะคนที่คิดว่าไม่เป็นอะไร การที่เพื่อนๆเห็นคนนั้นไปทาน คนนี้ไปทานแล้วเขาไม่เป็นไร ไม่ได้แปลว่าเมื่อเราไปทานแล้วจะไม่เป็นอะไรนะคะ เพราะว่าร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน เห็นไหมคะว่าคนที่ทานยาลดน้ำหนักเหมือนใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายเลยนะคะ ไม่รู้ว่าหวยจะออกที่เราหรือเปล่า…อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆคงสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่า เราควรจะทานยาลดน้ำหนักหรือไม่ แต่ให้มั่นใจ 1000% มีวิธีหาคำตอบมาฝากเพื่อนๆค่ะ1. ให้ถามหมอที่จ่ายยาว่า ถ้าหมออ้วน หมอจะทานยาลดน้ำหนักที่หมอจ่ายให้คนอื่นทานไหม2. ให้ถามหมออีกว่า ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ แฟน ลูก ญาติ ของคุณหมออ้วน คุณหมอจะจ่ายยาลดน้ำหนักให้ทานไหมเชื่อไหมคะ มั่นใจได้ 1000% เลยว่า คำตอบของทั้ง 2 ข้อก็คือ "ไม่" เพราะหมอรู้ถึงอันตรายของยาดี หมอไม่กล้าทานแล้วเราจะไปทานทำไมคะสำหรับเพื่อนๆที่กำลังทานอยู่ก็หวังว่าหลังจากอ่านจบ คงตัดสินใจได้นะคะ และหากเพื่อนๆมีคนรู้จักที่กำลังทานหรือคิดจะทานอยู่ อย่าลืมแนะนำเขาให้อ่านบทความนี้นะคะเรื่องร้ายๆที่จะเกิดขึ้นกับคนรอบข้างเราสามารถป้องกันได้วันนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น