วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สาวชุดแดงแจ้งจับ"มาร์ค"ลากเข้าโรงแรมข่มขืนแต่ไม่รับผิดชอบ

สาวใหญ่แต่งชุดแดงบุกกองปราบแจ้งจับ นายกฯข้อหาข่มขืนหลังไม่มีโรงพักไหนยอมรับเรื่อง อ้างทนความไม่รับผิดชอบของ "อภิสิทธิ์" บริหารประเทศต่อไปไม่ไหวและก่อคดีข่มขืนแล้วไม่รับผิดชอบ
เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 3 ก.พ. ที่กองปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดคดีสาวใหญ่แจ้งจับนายกรัฐมนตรีขอหาข่มขืน
มีผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีแดงทั้งชุด เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนของ กก.1 บก.ป. โดยแจ้งความจำนงว่า ขอแจ้งความจับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา แต่จากการสอบสวนผู้เสียหายรายนี้ให้การวกไปวนมา ทราบชื่อคือน.ส.ไดอะน่า แสนโม่ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/182 ซ.รามคำแหง 151/1 แขวงและเขตสะพานสูง กทม. สาเหตุที่เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในครั้งนี้ก็ เนื่อง จากว่าทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่มีความรับผิดชอบ บริหารประเทศต่อไปไม่ไหว เพราะก่อคดีข่มขืนตัวเองแล้วไม่รับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น
น. ส.ไดอะน่า ให้การต่ออีกว่าเรื่องที่ถูกนายกฯ ข่มขืน นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ย่านเยาวราช
ขณะ นั้นตนถูกนายอภิสิทธิ์พาเข้าโรงแรมแล้วก่อเหตุข่มขืน หลังจากนั้นก็ไม่ยอมาเจอหน้าอีกเลย เมื่อสอบถามถึงที่ไปที่มา น.ส.ไดอะน่า ไม่ยอมตอบ โดยบอกว่าขอไปให้การที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ก็บอกว่าหลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความแล้ว แต่พนักงานสอบสวน กลับไม่ยอมรับแจ้งความ จึงพยายามติดตามเรื่องมาตลอด จนสุดท้ายเห็นว่าไม่ควรปล่อยนายอภิสิทธิ์ลอยนวลต่อไป จึงต้องเข้ามาแจ้งความที่กองปราบปราม นอกจากนี้ตนก็จะไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อร้องเรียนอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย
หลังรับฟังจบแล้วทางพนักงานสอบสวนทั้งหมด ลงความเห็นว่าน่าจะสาวเพี้ยน
แต่ เพื่อความสบายใจ จึงให้น.ส.ไดอะน่า เขียนเรื่องร้องเรียนเอาไว้ หลังจากนี้ก็ตรวจสอบกับญาติๆของน.ส.ไดอะน่า ว่าเกิดอาการผิดปกติหรือไม่ เพื่อจะได้คอยดูแลให้ใกล้ชิดต่อไป
อย่าด่วนตัดสินคนอื่น

เหตุการณ์วันนั้นแม้จะนานมาแล้ว แต่ก็ให้บทเรียนชีวิตแก่ผมมาก ลืมไม่ลง และทำให้ต้องระวังในการตัดสินใครต่อใครมากขึ้น
ผมจะเล่าให้ฟังดังนี้ มีคนรู้จักเอาช็อกโกแลตชั้นดีจากต่างประเทศมาฝาก 2 กล่อง ผมพิจารณาดูแล้วเห็นว่าไม่ควรกิน เพราะจะทำให้เกิดโรคอ้วนและผลข้างเคียงอื่นได้มาก แต่นึกถึงเพื่อนลูกสองคนที่เขายังเด็กอยู่ ไม่อ้วน จึงคิดว่าจะเอาช็อกโกแลตไปฝากเด็กทั้ง 2 คนนั้น
เย็นวันหนึ่งเลิกงานแล้วจึงไปหาเขา ระหว่างทางรถติดมาก โดยเฉพาะตรงสี่แยกหนึ่งรถติดยาวและฝนก็ตกพรำๆ ผมเห็นเด็กขายพวงมาลัยสองคนเดินขายพวงมาลัยเพื่อที่จะขายให้คนทีร่ติดรถยาว แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเพราะฝนตกพรำๆ ด้วย
ผม เห็นแล้วเกิดความสงสาร แต่ไม่ได้คิดอยากซื้อพวงมาลัยหรอก เพราะเคยคิดว่าการขายของบนพื้นถนนเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุน เพราะผิดกฎหมาย แต่ก็เข้าใจและเห็นใจคนยากจนที่เขาต้องการทำงานเพื่อเอาตัวรอด
ด้วยความสงสารจึงทำให้ผมเปลี่ยนใจจากการที่จะเอาช็อกโกแลตไปฝาก ลูกเพื่อนกลับคิดว่าลูกเพื่อนก็เคยมีโอกาสได้กินช็อกโกแลตดีๆ มาแล้ว ถ้าเราเอามาให้เด็กขายพวงมาลัย 2 คนนี้แทนจะดีกว่า เพราะเขาคงไม่มีโอกาสได้กินช็อกโกแลตดีๆ อย่างนั้นมาก่อน
คิดแล้วก็บีบแตรรถเบาๆ เรียกเด็กทั้งสองคนเข้ามาเขาดีใจนึกว่าจะซื้อพวงมาลัย แต่ผมบอกเขาว่าไม่ซื้อหรอกแต่ผมมีขนมสองกล่องเป็นของดี ไม่เสีย จะให้เขาคนละกล่องให้เขารับเอาไว้ไปกินได้
เขาหันหน้ามามองผมอย่างงงๆ และรับกล่องช็อกโกแลตไป ลืมขอบคุณด้วย ผมดีใจที่ได้ทำสิ่งดีๆ ที่ไม่ได้นึกมาก่อนสำเร็จแล้ว นึกในใจว่าเด็กลืมขอบคุณเพราะคงงงๆ ก็ไม่ถือสา จึงขับรถต่อไป แต่เนื่องจากรถติดมากจึงขยับได้อีกนิดก็ต้องหยุด ยังไม่ผ่านไฟแดงอยู่ดี ขณะที่รถติดอยู่นั้นผมเห็นเด็กทั้งสองคนวิ่งตรงเข้ามาอีก พร้อมทั้งชูพวงมาลัยในมือทั้งสองคน
ผมคิดว่า เอ! เด็กสองคนนี้อยากจุขายพวงมาลัยมากจัง ให้ขนมไปแล้วยังอยากให้ซื้อพวงมาลัยอีกใจหนึ่งรู้สึกหงุดหงิดรำคาญว่าน่าจะ พอแล้ว ไม่น่าจะตื้อเรา แต่อีกใจก็สงสารอีกนั่นแหละ ไหนๆ ทำความดีแล้วลองช่วยซื้อพวงมาลัยเด็กอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร จึงแง้มกระจกรถถามว่า จะขายพวงมาลัยอีกเหรอ ขายอย่างไร เด็กตอบว่า เขาไม่ขายพวงมาลัยให้ผมหรอก แต่เขาจะเอาพวงมาลัยให้ผมคนละ 5 พวง เพราะผมให้ขนมเขา เขาก็อยากให้พวงมาลัยแก่ผม
ผมรู้สึกอึ้ง คิดไม่ถึง ดีใจกึ่งแปลกใจ บอกเขาไปว่าอยากอุดหนุนเขา ให้เขารับเงินไปด้วย เขา บอกว่าไม่รับเงินหรอก ทีผมยังให้ขนมเขาได้ เขาก็อยากให้พวงมาลัยผมบ้างเป็นการตอบแทน ผมเข้าใจเขา รู้สึกผิดที่ตัดสินใจเกี่ยวกับเขาเร็วไป นึกว่าเขาเห็นผมใจดีให้ขนมยังไม่พอยังอยากให้ซื้อพวงมาลัยอีก
ตกลงผมยอมรับพวงมาลัยจากเขาโดยขอรับจากเขาคนละพวงเรายิ้มให้กันตอน จากกันด้วยความสุขทั้งสองฝ่าย คืนนั้นผมกลับบ้าน เอาพวงมาลัยสองพวงนั้นใส่พานกราบพระพุทธรูปที่บ้านด้วยความเบิกบานใจเป็น พิเศษ
เรื่องนี้ทำให้ความคิดว่าความกตัญญูกตเวทีมีได้จริง เห็นได้ทันตาเห็นด้วย และอย่าด่วนตัดสินพฤติกรรมของใครๆ เร็วเกินไป
ส่วนใหญ่มนุษย์จะตัดสินคนอื่นๆ เร็วไป เพราะดูจากพฤติกรรมภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรและผิดพลาดได้ง่าย เช่น….
* อย่าตัดสินคนจน ว่าเขาต้องเป็นขโมยหรือขี้โกง
* อย่าตัดสินคนอื่นที่เรียนน้อยว่าเขาต้องโง่
* อย่าตัดสินคนที่แต่งกายเชยๆ และบุคลิกไม่ดี ว่าเป็นคนด้อยคุณภาพ
* อย่าตัดสินคนที่ไม่ทำงาน ว่าเขาเป็นคนขี้เกียจ
* อย่าตัดสินคนที่เขาไม่พูดกับเราว่าเขาเป็นคนหยิ่ง (เขาอาจจะหูหนวกไม่ได้ยินที่เราพูดก็ได้)
* อย่าตัดสินคนที่พูดห้วนๆ กิริยาห้าวๆ ว่าเป็นคนจิตใจกระด้าง ฯลฯ
ส่วนใหญ่เรามักตัดสินคนจากพฤติกรรมภายนอกที่เราไม่ชอบเลยด่วนตัดสินว่า เขาไม่ดีหรือเป็นคนผิด เราไม่มีสิทธ์ตัดสินใครๆ ว่าเขาไม่ดีหรือเป็นคนผิดหรอก เพราะเราไม่ใช่ผู้พิพากษาเราน่าจะนึกเพียงว่า เราไม่ชอบบุคลิกและลักษณะบางอย่างของเขา… เท่านั้น และเหตุการณ์จากเด็กชายขายพวงมาลัยสองคนนี้คงทำให้ยิ่งต้องระมัดระวังในการ ตัดสินคนอื่นๆ ให้มากขึ้น.
