แม่เป็นผู้มีพระคุณ ท่านอุ้มชูเลี้ยงดูเราตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่
ท่านเปรียบเสมือนเป็นดวงใจของลูกทุกคน
ท่านคอยให้ความรักและความอบอุ่นแก่เรา
ท่านคอยดูแลยามเราป่วยไข้ ป้อนยายามเราไม่สบาย
บุญคุณของท่านเหนือนับล้นฟ้า
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552
เทคนิคการอ่านหนังสือ
สาระดีๆ…รู้ไว้ใช่ว่า
เทคนิคและทักษะต่างๆ ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตปละจำวันที่สามารถนำมาประยุกต์ปฏิบัติตัวได้ด้วยตนเอง
1. อ่านให้ดี มีให้จำ ทำดังนี้
การอ่านเป็นการเรียนรู้อีกช่องทางหนึ่ง ที่จะทำให้ได้รับข้อมูลความรู้ ข้อเท็จจริง และเรื่องราวต่างๆที่จะไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันวัน
การทดลองเบื้องต้นด้วยการหาหนังสือสักเล่มวางไว้ตรงหน้าเรา แล้วมองดูให้แน่ชัด โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่า เราต้องการรู้อะไรจากหนังสือที่วางอยู่ข้างหน้าเราและหนังสือเล่มนี้ต้องการจะบอกอะไรให้กับเราบ้าง
ความน่าสนใจน่าศึกษาที่เกิดจากการมองในขณะนั้นเป็นจุดประสงค์หลักที่ทำให้เราอยากรู้ และต้องฝึกอ่านอย่างสม่ำเสมอแล้วทำความเข้าใจกับหนังสือเล่มนั้นๆ แล้วจะรู้ว่าอ่านให้จำทำอย่างไร
2. ฝึกทักษะเรียนให้เก่ง สอบให้ฉลาด
หลักการและวิธีที่นิยมจะแนะนำนั้น จะให้ให้เรียนเก่งและสอบอย่างฉลาด มีดังนี้
2.1 ตางรางเรียนเพียรกระทำ นำความเก่งได้
2.2 สร้างความรู้มุ่งสู่คำถาม และได้ข้อสงสัย
2.3 คิดค้นหาคำถาม พยายามค้นหาคำตอบ
2.4 ตั้งข้อสังเกต เปิดประเด็น เน้นคำถาม
2.5 ไล่อ่านตามความยากง่าย จะสบายแก่เรา
2.6 เปิดสมองให้ถูกต้อง ผ่อนคลายให้ถูกวิธี
3. สอบอย่างไรให้ได้เกรด A
บางครั้งหลายคนจะมีเวลาให้เตรียมตัวสอบ แต่บ่อยครั้งจะไม่ค่อยมีเวลา และเมื่อเวลาเร่งด่วนมาถึง ควรเตรียมตัวดังนี้
3.1 ระดมสมองให้ตื่นจากการหลับใหล
3.2 มุ่งมั่นสร้างเป้าหมายหลัก คือการสอบครั้งต่อไป
3.3 วางแผน วางตารางเวลาเรียน เขียน อ่าน
3.4 จัดระเบียบตัวเองแบบง่ายๆ ให้เหมาะกับวัยเรียน
3.5 หมั่นตรวจสอบประเมินผล ค้นหาตัวเองให้เจอ
** การที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นจะต้องรักษากฎระเบียบของตัวเองไว้ให้ดี เพราะการชนะใจตัวเองได้นั่นแหละยิ่งกว่าการชนะทั้งปวง การฝึกฝนตัวเองให้อยู่ในกฎระเบียบนั้น ตอนแรกๆ อาจทำได้ยาก แต่เมื่อได้ทำและทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว ก็จะพบกับคำตอบที่ให้ความสุขแก่ตัวเองและคนในครอบครัว
4. เทคนิคการพิชิตชัยชนะในการสอบ
ขั้นตอนแรกต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน
- จดตารางสอบ สถานที่สอบ วันเวลา วิชาที่สอบให้ถูกต้อง
- คำนวณเวลาการเดินทาง อย่ารีบร้อนจนเกินไป เพราะจะลืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการสอบได้
- เตรียมอุปกรณ์ในการสอบให้เรียบร้อย
- จัดการกับธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย
- ทำจิตใจให้ว่าง ตั้งใจฝึกสมาธิมุ่งสู่การสอบอย่างมีความสุข
- ควรใส่นาฬิกาข้อมือไปด้วย เพื่อดูเวลาในการสอบ
รับกับสถานการณ์เมื่ออยู่ในห้องสอบ
- เริ่มอ่านราบละเอียดต่างๆ ของข้อสอบ คำถามหรือคำชีแจงต่างๆ แล้วปฏิบัติตาม
- สำรวจข้อสอบว่ามีครบทุกข้อ ทุกหน้าหรือไม่
- เมื่อครบทุกข้อ ทุกหน้าแล้วเริ่มลงมือทำข้อสอบอย่างระมัดระวัง และอย่างตั้งใจ
** เมื่อทำข้อสอบเสร็จแล้ว อย่าลืมสำรวจ ชื่อ รหัสต่างๆ และข้อสอบทั้งหมดอีกครั้งว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า ไม่มีข้อที่เว้นหรือลืมทำ หลังจากนั้นค่อยนำส่งกรรมการคุมสอบ เมื่อออกจากห้องสอบแล้วควรทบทวนคำตอบจากหนังสือหรือเอกสาร เพื่อหาคำตอบทันที แล้วเก็บไว้เป็นข้อมูลต่อไป
5. เทคนิคการสร้างบรรยากาศให้น่าอ่านหนังสือด้วยตนเอง
5.1 จัดห้อง ป้องกันการปวดหัวเวลาอ่านหนังสือ
5.2 ป้องกันสายตาเพลีย ด้วยรูปภาพกับวิวสวย
5.3 หามุมสงบ สร้างสรรค์อารมณ์ศิลป์
5.4 แสงสว่างกับองค์ประกอบในการอ่าน ต้องสอดคล้องกัน
5.5 มีน้ำดื่ม ขนมหวาน เพื่อสร้างความคลาสสิก
5.6 บริหารเวลาในการอ่านหนังสือให้ดี
** ควรให้ความสำคัญต่อการจัดเวลาในแต่ละวันให้ดี และปฏิบัติตามกำหนดแผนของการเรียนนั้น ควรทำเป็นตารางว่าวันนี้ ชั่วโมงนี้ต้องการอ่านทบทวนเนื้อหาวิชาอะไร เมื่อทำตามเวลาที่กำหนดแล้ว ต้องรู้จักให้รางวัลกับตัวเอง เช่น การอ่านหนังสือการ์ตูน ฟังเพลงสบาย หรือพักสักครู่หนึ่ง แล้วค่อยกลับมาเริ่มปฏิบัติตามเวลาในช่วงต่อไป
6. เทคนิคการจดบันทึก
6.1 วางโครงร่างของการจดบันทึกในใจหรือเขียนแบบสารบัญ
6.2 การจดคำบรรยายแบบมืออาชีพ
6.3 เมื่อฟังการบรรยายจบลง จะทำอะไรต่อไป
6.4 ก่อนเข้าเรียน เตรียมตัวให้พร้อม
6.5 ก่อนหมดชั่วโมง ทบทวนทันที
** เราควรมีสมุดบันทึกติดตัวไว้สำหรับการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน โดยแยกสมุดบันทึกประจำแต่ละวิชาออกจากกันให้ชัดเจน เมื่อใกล้สอบจะสะดวกเวลาทบทวน
7. เทคนิคการพูดหน้าชั้นเรียน
สูตรสำเร็จของการพูดหน้าชั้นเรียน มีดังนี้
7.1 เคล็ดลับการนำเสนอ สร้างข้อมูล ให้น่าสนใจ
7.2 ตั้งวัตถุประสงค์ จะให้อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง
7.3 ค้นหาความต้องการของผู้ฟังด้วยหลักนักวาทการ
7.4 ลำดับเรื่องที่จะพูดให้ดี อย่าสัปดนข้อมูล
7.5 สังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ที่แสดงออกของผู้ฟังอยู่เสมอ
7.6 พูดไปไม่ต้องอาย สั่น ประหม่า อย่าได้กลัว
7.7 เน้น น้ำเสียง อารมณ์ ให้น่าสนใจในเรื่องที่กำลังพูด
7.8 ระดมคำพูด และการแสดงความคิดเห็นต่อผู้ฟังให้ดี
7.9 มองกลุ่มผู้ฟัง
7.10 สรุปใจความให้น่าหลงใหล ชวนติดตาม และประทับใจ
** ถ้าการพูดใช้ไมโครโฟน ไม่ควรเคาะไมค์หรือพูดฮัลโหลๆๆ แต่ควรใช้วิธีเช็คความเรียบร้อยของปุ่มเปิด-ปิดแทน หรือใช้มือกรีดตรงไมค์เบาๆ เพื่อฟังเสียงก็พอ
8. เทคนิคการสร้างมิตรภาพ และครองใจอาจารย์
8.1 การแนะนำตัวอย่าสร้างสรรค์
8.2 รู้จักพูคุยกับเพื่อนร่วมห้องเพื่อเปิดสมอง
8.3 อย่ากลัวคำถามหรือการถามกลับ
8.4 จำชื่ออาจารย์ประจำวิชาให้ขึ้นใจ
** เทคนิคการครองใจอาจารย์นี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เสียหาย แต่เป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเอง เพียงแต่รู้จักกาลเทศะ เพราะโอกาสที่ดีมีไว้สำหรับคนที่กล้าเท่านั้น
9. เทคนิคการผ่อนคลายสมองอย่างง่ายๆ
9.1 ทำจิตใจให้สงบ
9.2 ฟังเสียงดนตรี
9.3 ฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงน้ำตกหรือเสียงบรรยากาศของธรรมชาติ
9.4 กำหนดลมหายใจเข้า-ออก ทำสมาธิ หรือนั่งเงียบๆ สักพัก
9.5 การฝึกทำโยคะ
** ควรพักสายตาเป็นระยะๆ และผ่อนคลายสมอง อย่าให้เครียดมากจนเกินไป เป็นการเรียนอย่าสร้างสรรค์ คือเรียนอย่างรู้หลักและวิธีการที่ถูกต้อง การอ่านการจำต่างๆ อย่างเข้าใจ มิใช่เรียนอย่างเดียวจนเคร่งเครียดและกดดัน
เทคนิคและทักษะต่างๆ ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตปละจำวันที่สามารถนำมาประยุกต์ปฏิบัติตัวได้ด้วยตนเอง
1. อ่านให้ดี มีให้จำ ทำดังนี้
การอ่านเป็นการเรียนรู้อีกช่องทางหนึ่ง ที่จะทำให้ได้รับข้อมูลความรู้ ข้อเท็จจริง และเรื่องราวต่างๆที่จะไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันวัน
การทดลองเบื้องต้นด้วยการหาหนังสือสักเล่มวางไว้ตรงหน้าเรา แล้วมองดูให้แน่ชัด โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่า เราต้องการรู้อะไรจากหนังสือที่วางอยู่ข้างหน้าเราและหนังสือเล่มนี้ต้องการจะบอกอะไรให้กับเราบ้าง
ความน่าสนใจน่าศึกษาที่เกิดจากการมองในขณะนั้นเป็นจุดประสงค์หลักที่ทำให้เราอยากรู้ และต้องฝึกอ่านอย่างสม่ำเสมอแล้วทำความเข้าใจกับหนังสือเล่มนั้นๆ แล้วจะรู้ว่าอ่านให้จำทำอย่างไร
2. ฝึกทักษะเรียนให้เก่ง สอบให้ฉลาด
หลักการและวิธีที่นิยมจะแนะนำนั้น จะให้ให้เรียนเก่งและสอบอย่างฉลาด มีดังนี้
2.1 ตางรางเรียนเพียรกระทำ นำความเก่งได้
2.2 สร้างความรู้มุ่งสู่คำถาม และได้ข้อสงสัย
2.3 คิดค้นหาคำถาม พยายามค้นหาคำตอบ
2.4 ตั้งข้อสังเกต เปิดประเด็น เน้นคำถาม
2.5 ไล่อ่านตามความยากง่าย จะสบายแก่เรา
2.6 เปิดสมองให้ถูกต้อง ผ่อนคลายให้ถูกวิธี
3. สอบอย่างไรให้ได้เกรด A
บางครั้งหลายคนจะมีเวลาให้เตรียมตัวสอบ แต่บ่อยครั้งจะไม่ค่อยมีเวลา และเมื่อเวลาเร่งด่วนมาถึง ควรเตรียมตัวดังนี้
3.1 ระดมสมองให้ตื่นจากการหลับใหล
3.2 มุ่งมั่นสร้างเป้าหมายหลัก คือการสอบครั้งต่อไป
3.3 วางแผน วางตารางเวลาเรียน เขียน อ่าน
3.4 จัดระเบียบตัวเองแบบง่ายๆ ให้เหมาะกับวัยเรียน
3.5 หมั่นตรวจสอบประเมินผล ค้นหาตัวเองให้เจอ
** การที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นจะต้องรักษากฎระเบียบของตัวเองไว้ให้ดี เพราะการชนะใจตัวเองได้นั่นแหละยิ่งกว่าการชนะทั้งปวง การฝึกฝนตัวเองให้อยู่ในกฎระเบียบนั้น ตอนแรกๆ อาจทำได้ยาก แต่เมื่อได้ทำและทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว ก็จะพบกับคำตอบที่ให้ความสุขแก่ตัวเองและคนในครอบครัว
4. เทคนิคการพิชิตชัยชนะในการสอบ
ขั้นตอนแรกต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน
- จดตารางสอบ สถานที่สอบ วันเวลา วิชาที่สอบให้ถูกต้อง
- คำนวณเวลาการเดินทาง อย่ารีบร้อนจนเกินไป เพราะจะลืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการสอบได้
- เตรียมอุปกรณ์ในการสอบให้เรียบร้อย
- จัดการกับธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย
- ทำจิตใจให้ว่าง ตั้งใจฝึกสมาธิมุ่งสู่การสอบอย่างมีความสุข
- ควรใส่นาฬิกาข้อมือไปด้วย เพื่อดูเวลาในการสอบ
รับกับสถานการณ์เมื่ออยู่ในห้องสอบ
- เริ่มอ่านราบละเอียดต่างๆ ของข้อสอบ คำถามหรือคำชีแจงต่างๆ แล้วปฏิบัติตาม
- สำรวจข้อสอบว่ามีครบทุกข้อ ทุกหน้าหรือไม่
- เมื่อครบทุกข้อ ทุกหน้าแล้วเริ่มลงมือทำข้อสอบอย่างระมัดระวัง และอย่างตั้งใจ
** เมื่อทำข้อสอบเสร็จแล้ว อย่าลืมสำรวจ ชื่อ รหัสต่างๆ และข้อสอบทั้งหมดอีกครั้งว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า ไม่มีข้อที่เว้นหรือลืมทำ หลังจากนั้นค่อยนำส่งกรรมการคุมสอบ เมื่อออกจากห้องสอบแล้วควรทบทวนคำตอบจากหนังสือหรือเอกสาร เพื่อหาคำตอบทันที แล้วเก็บไว้เป็นข้อมูลต่อไป
5. เทคนิคการสร้างบรรยากาศให้น่าอ่านหนังสือด้วยตนเอง
5.1 จัดห้อง ป้องกันการปวดหัวเวลาอ่านหนังสือ
5.2 ป้องกันสายตาเพลีย ด้วยรูปภาพกับวิวสวย
5.3 หามุมสงบ สร้างสรรค์อารมณ์ศิลป์
5.4 แสงสว่างกับองค์ประกอบในการอ่าน ต้องสอดคล้องกัน
5.5 มีน้ำดื่ม ขนมหวาน เพื่อสร้างความคลาสสิก
5.6 บริหารเวลาในการอ่านหนังสือให้ดี
** ควรให้ความสำคัญต่อการจัดเวลาในแต่ละวันให้ดี และปฏิบัติตามกำหนดแผนของการเรียนนั้น ควรทำเป็นตารางว่าวันนี้ ชั่วโมงนี้ต้องการอ่านทบทวนเนื้อหาวิชาอะไร เมื่อทำตามเวลาที่กำหนดแล้ว ต้องรู้จักให้รางวัลกับตัวเอง เช่น การอ่านหนังสือการ์ตูน ฟังเพลงสบาย หรือพักสักครู่หนึ่ง แล้วค่อยกลับมาเริ่มปฏิบัติตามเวลาในช่วงต่อไป
6. เทคนิคการจดบันทึก
6.1 วางโครงร่างของการจดบันทึกในใจหรือเขียนแบบสารบัญ
6.2 การจดคำบรรยายแบบมืออาชีพ
6.3 เมื่อฟังการบรรยายจบลง จะทำอะไรต่อไป
6.4 ก่อนเข้าเรียน เตรียมตัวให้พร้อม
6.5 ก่อนหมดชั่วโมง ทบทวนทันที
** เราควรมีสมุดบันทึกติดตัวไว้สำหรับการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน โดยแยกสมุดบันทึกประจำแต่ละวิชาออกจากกันให้ชัดเจน เมื่อใกล้สอบจะสะดวกเวลาทบทวน
7. เทคนิคการพูดหน้าชั้นเรียน
สูตรสำเร็จของการพูดหน้าชั้นเรียน มีดังนี้
7.1 เคล็ดลับการนำเสนอ สร้างข้อมูล ให้น่าสนใจ
7.2 ตั้งวัตถุประสงค์ จะให้อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง
7.3 ค้นหาความต้องการของผู้ฟังด้วยหลักนักวาทการ
7.4 ลำดับเรื่องที่จะพูดให้ดี อย่าสัปดนข้อมูล
7.5 สังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ที่แสดงออกของผู้ฟังอยู่เสมอ
7.6 พูดไปไม่ต้องอาย สั่น ประหม่า อย่าได้กลัว
7.7 เน้น น้ำเสียง อารมณ์ ให้น่าสนใจในเรื่องที่กำลังพูด
7.8 ระดมคำพูด และการแสดงความคิดเห็นต่อผู้ฟังให้ดี
7.9 มองกลุ่มผู้ฟัง
7.10 สรุปใจความให้น่าหลงใหล ชวนติดตาม และประทับใจ
** ถ้าการพูดใช้ไมโครโฟน ไม่ควรเคาะไมค์หรือพูดฮัลโหลๆๆ แต่ควรใช้วิธีเช็คความเรียบร้อยของปุ่มเปิด-ปิดแทน หรือใช้มือกรีดตรงไมค์เบาๆ เพื่อฟังเสียงก็พอ
8. เทคนิคการสร้างมิตรภาพ และครองใจอาจารย์
8.1 การแนะนำตัวอย่าสร้างสรรค์
8.2 รู้จักพูคุยกับเพื่อนร่วมห้องเพื่อเปิดสมอง
8.3 อย่ากลัวคำถามหรือการถามกลับ
8.4 จำชื่ออาจารย์ประจำวิชาให้ขึ้นใจ
** เทคนิคการครองใจอาจารย์นี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เสียหาย แต่เป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเอง เพียงแต่รู้จักกาลเทศะ เพราะโอกาสที่ดีมีไว้สำหรับคนที่กล้าเท่านั้น
9. เทคนิคการผ่อนคลายสมองอย่างง่ายๆ
9.1 ทำจิตใจให้สงบ
9.2 ฟังเสียงดนตรี
9.3 ฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงน้ำตกหรือเสียงบรรยากาศของธรรมชาติ
9.4 กำหนดลมหายใจเข้า-ออก ทำสมาธิ หรือนั่งเงียบๆ สักพัก
9.5 การฝึกทำโยคะ
** ควรพักสายตาเป็นระยะๆ และผ่อนคลายสมอง อย่าให้เครียดมากจนเกินไป เป็นการเรียนอย่าสร้างสรรค์ คือเรียนอย่างรู้หลักและวิธีการที่ถูกต้อง การอ่านการจำต่างๆ อย่างเข้าใจ มิใช่เรียนอย่างเดียวจนเคร่งเครียดและกดดัน
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
ยาลดน้ำหนัก อันตราย จริงๆ
ถ้าพูดคำว่า "ยาลดน้ำหนัก" เชื่อว่าทั้งเพื่อนๆที่กำลังมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก หรือเพื่อนๆที่ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ต่างก็รู้จักคำๆนี้เป็นอย่างดี แต่จะมีซักกี่คนที่ค่ะรู้จัก"อันตราย"ของมันจริงๆ เพื่อนๆบางคนอาจจะไม่รู้เลย บางคนอาจจะรู้มาบ้างแต่ไม่กล้าค้นรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะกลัวความจริง บางคนรู้โดยไม่ต้องค้นหาข้อมูล เพราะเกิดขึ้นกับตนเอง แล้วก็จะมีเพื่อนๆจำนวนหนึ่งในสังคมที่ทราบอันตรายดี และตั้งใจว่าจะลดน้ำหนักยังไงก็ได้แต่ขอไม่ใช้ยาลดน้ำหนักแต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากคะ ทั้งๆที่ปัจจุบันความรู้เรื่องอันตรายของยาลดน้ำหนัก ค่อนข้างจะเป็นที่แพร่หลาย แต่กลับมีเพื่อนๆจำนวนมาก ที่ยังคงเลือกที่จะลดน้ำหนักด้วยการทานยาลดน้ำหนัก อาจจะเป็นเพราะว่ามันง่าย ราคาไม่แพง หรือบางคนอาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ต้องให้ยามาช่วยควบคุม แต่เพื่อนๆเชื่อเถอะคะว่า ไม่มีอะไรที่ง่าย ราคาถูก แล้วยังได้ผลดีโดยไม่มีผลข้างเคียงอะไรไม่ว่าเพื่อนๆจะเคยรู้จักหรือไม่ วันนี้เรามาทำความรู้จัก "ยาลดน้ำหนัก" กัน โดยจะไม่เน้นคำศัพท์วิชาการ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายขึ้นคะเพื่อนๆทราบไหมคะว่า โดยทั่วไปแล้ว ยาลดน้ำหนัก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เราทานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งโรงพยาบาล คลีนิค และสามารถเข้าถึงได้ทุกคนแบบที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะใช้เพื่อเป็นยารักษาในกรณีที่บางคนมีน้ำหนักตัวเยอะมากและเริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพ "เท่านั้น" นะคะ และการทานยานั้นจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่าง"ใกล้ชิด" เนื่องจากยาบางตัวที่ทานนั้นมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ เรามาทำความรู้จักยาลดน้ำหนักกลุ่มหลักๆกันดีกว่าค่ะ1. กลุ่มยาลดความหิว(ที่ต้องเรียกเป็นกลุ่มเพราะมีกลายตัว ตามแต่คุณหมอแต่ละคนจะสั่งให้เราคะ) ยาบางตัวดัดแปลงมาจากยาบ้า ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อควบคุมความหิว เวลาที่เราทานเข้าไปแล้วเราจะไม่หิว เพราะระบบประสาทถูกกดเอาไว้ เราจึงทานน้อยลง(น้ำหนักตัวเราก็ต้องลดลงเพราะเราทานน้อยลง) ยากลุ่มนี้แหละคะที่เวลาทานแล้วจะเกิดผลข้างเคียงแบบที่เพื่อนๆที่เคยทานเจอ ก็คือ กระสับกระส่าย ปวดหัว หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ คลื่นไส้ เบลอๆ ซึมเศร้า ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เหงื่อออก ท้องผูกอาการเหล่านี้เกิดจากการที่ระบบประสาทถูกกดเอาไว้นั่นเองค่ะ ดูอาการแต่ละอย่างสิค่ะ มีผลต่อส่วนสำคัญของร่างกายทั้งนั้นเลย สมอง หัวใจ ความดันโลหิต ระบบขับถ่าย น่ากลัวไหมคะที่สำคัญยาในกลุ่มนี้หลายๆตัวได้ห้ามการจำหน่ายแล้ว เนื่องจากจะทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว ยาส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ทานติดต่อกันเกิน 12 สัปดาห์นะคะ เพราะจะเป็นอันตรายได้ และแม้ว่าเราจะทราบว่ายาอะไรที่ห้ามจำหน่าย แต่เพื่อนๆลองนึกดูนะคะ เวลาเราได้รับยาจากหมอ เราไม่มีทางทราบได้เลยใช่ไหมคะว่า ยานั้นคือยาอะไร หากหมอบอกว่าไม่ใช่ยาที่ห้ามจำหน่ายเราก็ต้องเชื่อตาม เพื่อนๆพอจะจินตการออกแล้วใช่ไหมคะ ว่าหากเราทานยาลดน้ำหนัก เราเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงแค่ไหน แต่ยังไม่หมดค่ะ เพราะยังมียาอีกหลายกลุ่ม2. กลุ่มยาเร่งการเผาผลาญยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทที่มีบทบาทในการควบคุมการใช้พลังงาน(การเผาผลาญ)ในร่างกายเรา เมื่อทานเข้าไปแล้วจะไปกระตุ้นให้ร่างกายเรามีการเผาผลาญมากขึ้นซึ่งจะทำให้ร่างกายเรามีการเผาผาญไขมันมากขึ้นนั่นเองค่ะ ผลข้างเคียงจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนต่อหัวใจของเราค่ะ นั่นคือหัวใจเราจะเต้นผิดจังหวะ และน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ช็อกได้ และผลข้างเคียงระยะยาวคือ อาจจะทำให้มีไขมันลดลงแต่กล้ามเนื้อขนาดใหญ่ขึ้นค่ะ(ซึ่งเพื่อนๆที่เป็นผู้หญิงคงไม่ต้องการแน่ๆใช่ไหมคะ)3. กลุ่มยาขับน้ำ(ขับปัสสาวะ)ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ตรงตัวค่ะ คือช่วยให้ร่างกายขับน้ำออกจากร่างกายมากขึ้น ซึ่งปกติจะใช้บ่อยกับนักมวยที่ต้องการลดน้ำหนักเร่งด่วน ฉะนั้นพอเรากินน้ำหนักเราก็จะลดลงเร็วเนื่องจากเสียน้ำ แต่เมื่อเราทานน้ำมากขึ้นน้ำหนักก็จะกลับมาใหม่ค่ะ ยาในกลุ่มนี้ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย จะมีแต่ผลเสีย ร่างกายสูญเสียน้ำ และจะสูญเสียเกลือแร่ไปด้วย จะทำให้มีอาการเพลีย และหากใช้นานอาจทำให้ไตพิการได้เลยนะคะ4. ยากลุ่มที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมันยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่ระบบทางเดินอาหาร ด้วยการยับยั้งเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมัน ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลต่อระบบประสาทจึงไม่มีอาหารผลข้างเคียงออกมาให้เห็นมากนัก จะเห็นได้จากการที่อุจจาระออกมาจะเป็นเมือกมันๆ 5. กลุ่มยาลดผลข้างเคียงยาในกลุ่มนี้หมายถึง ยาที่พยายามลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับร่างกายเราให้น้อยลงค่ะ ยกตัวอย่างเช่น หากท้องผูกก็เพิ่มยาระบาย หากน้ำตาลในเลือดสูงก็เพิ่มยาลดน้ำตาล หากมีซึมเศร้าก็เพิ่มยาลดอาหารซึมเศร้า ฟังแล้วดูน่าเศร้ามากกว่าดูดีนะคะ เพราะเราต้องทานยาเพิ่ม เพราะผลข้างเคียงจากยาลดน้ำหนักที่เราทาน แล้วเราจะทานมันไปทำไมคะ และเพื่อนๆห้ามคิดว่าผลข้างเคียงเหล่านี้จะเกิดขึ้นเฉพาะตอนเราทานยา เพราะยาเหล่านี้มีโอกาสตกค้างในร่างกายได้ แม้ว่าเราหลุดทานแล้วผลข้างเคียงต่อระบบประสาท หัวใจ ตับ ไต ฯลฯ ยังคงอยู่ในร่างกายเรา เพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่ถึงเวลาแสดงอาการออกมาเท่านั้นเอง แล้ววันนึงเมื่อสิ่งที่ตกค้างในร่างกายแสดงออกมา ก็อาจจะเกิดเรื่องเศร้าขึ้นกับเราได้นะคะ เหมือนข่าวที่เพื่อนๆหลายคนเคยได้ยินมา เช่น(ขออนุญาต สงวนชื่อและนามสกุลนะคะ)- 16 ธันวาคม 2545 หญิงสาวอายุ 27 ปีเสียชีวิตที่จังหวัดอ่างทอง เพราะทานยาลดน้ำหนัก จาก 100กว่ากิโล ลดเหลือ 60กิโล โดยทานติดต่อกันนานจน สุดท้ายหลังจากหยุดทานมาปีกว่าก็เสียชีวิต(จาก ข่าวสด 17 ธ.ค. 2545)- 12 ธันวาคม 2548 หนุ่มหัวหน้าสถานีอนามัย อายุ 30 ปี ต้องการลดเพียง 6-7 กิโล ทานยาลดความอ้วนพร้อมเครื่องดื่มบำรุงกำลัง หัวใจวายตายที่จังหวัดราชบุรี(คมชัดลึก 13 ธค 2548)- ธันวาคม 2548 หญิงสาวอายุ 26ปี ทานยาลดความอ้วน ที่จ่ายโดยคลีนิคในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพ จนสูญเสียความทรงจำไปนานถึง 3 ปี(คมชัดลึก 18 ธค 2548)- 26 มีนาคม 2550 นักเรียนหญิง ม.4 อายุ 16 ปี ชาวนครราชสีมา เสียชีวิตเพราะทานยาลดน้ำหนัก แล้วไตวายเฉียบพลัน(คมชัดลึก 30 มีค 2550)- 20 สิงหาคม 2550 หญิงสาวอายุ 36 ปี ชาวกรุงเทพ ทานยาลดน้ำหนัก จนคลุ้มคลั่งจนขังลูกไว้ในรถ เพราะประสาทหลอนว่าจะมีคนมาทำร้าย(คมชัดลึก 21 สค 2550)และอีกมากมายทั้งที่เป็นข่าว และไม่เป็นข่าว สิ่งเหล่านี้พร้อมจะเกิดขึ้นกับทุกๆคน โดยเฉพาะคนที่คิดว่าไม่เป็นอะไร การที่เพื่อนๆเห็นคนนั้นไปทาน คนนี้ไปทานแล้วเขาไม่เป็นไร ไม่ได้แปลว่าเมื่อเราไปทานแล้วจะไม่เป็นอะไรนะคะ เพราะว่าร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน เห็นไหมคะว่าคนที่ทานยาลดน้ำหนักเหมือนใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้ายเลยนะคะ ไม่รู้ว่าหวยจะออกที่เราหรือเปล่า…อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆคงสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่า เราควรจะทานยาลดน้ำหนักหรือไม่ แต่ให้มั่นใจ 1000% มีวิธีหาคำตอบมาฝากเพื่อนๆค่ะ1. ให้ถามหมอที่จ่ายยาว่า ถ้าหมออ้วน หมอจะทานยาลดน้ำหนักที่หมอจ่ายให้คนอื่นทานไหม2. ให้ถามหมออีกว่า ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ แฟน ลูก ญาติ ของคุณหมออ้วน คุณหมอจะจ่ายยาลดน้ำหนักให้ทานไหมเชื่อไหมคะ มั่นใจได้ 1000% เลยว่า คำตอบของทั้ง 2 ข้อก็คือ "ไม่" เพราะหมอรู้ถึงอันตรายของยาดี หมอไม่กล้าทานแล้วเราจะไปทานทำไมคะสำหรับเพื่อนๆที่กำลังทานอยู่ก็หวังว่าหลังจากอ่านจบ คงตัดสินใจได้นะคะ และหากเพื่อนๆมีคนรู้จักที่กำลังทานหรือคิดจะทานอยู่ อย่าลืมแนะนำเขาให้อ่านบทความนี้นะคะเรื่องร้ายๆที่จะเกิดขึ้นกับคนรอบข้างเราสามารถป้องกันได้วันนี้
วัยรุ่นกับการคบเพื่อนต่างเพศ
การสนใจเพศตรงข้ามเป็นธรรมชาติของวัยรุ่น การที่วัยรุ่นจะคบเพื่อนต่างเพศไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดในสังคมปัจจุบัน แต่วัยรุ่นที่คิดจะมีคู่ครองต้องระวังตนเอง ให้คบกันในขอบเขตที่เหมาะสม
ลักษณะการคบเพื่อนต่างเพศ
คบแบบเพื่อน
คบแบบคู่ควงหรือคู่รัก
อายุระหว่าง 14-16 ปี เด็กชายจะเริ่มสนใจผู้หญิง บางคนเริ่มจับคู่กัน วัยรุ่นชายและหญิงต้องการการตอบสนองทางเพศแตกต่างกัน
การคบกันแบบคู่ควงหรือคู่รัก
วัยรุ่นหญิงต้องการเพียง " ความรัก " ความรู้สึกอบอุ่นใจ มีคนปกป้อง ห่วงใย ต้องการความโรแมนติกเท่านั้น
วัยรุ่นชายเริ่มต้องการ " ความใคร่ " ฝ่ายหญิงอาจเพลี่ยงพล้ำ ถ้าปล่อยตัว ปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์โรแมนติกโดยไม่รู้ตัว
ผลของการเผลอใจ การเผลอใจอาจทำให้วัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร ซึ่งตัววัยรุ่นเอง ครอบครัวและสังคมยอมรับไม่ได้
วัยรุ่นควรลองถามตัวเองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตั้งครรภ์ในขณะที่เรียน
พ่อแม่จะว่าอย่างไร
การเรียนที่โรงเรียนจะเป็นอย่างไร
เพื่อนบ้านเขาจะพูดว่าอย่างไร
พ่อของลูกจะรับผิดชอบหรือไม่
จะเลี้ยงลูกอย่างไร
จะผิดศีลธรรมและเป็นตราบาปหรือไม่
ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก
ผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่จะช่วยชี้นำอบรมให้ลูกวัยรุ่นคบเพื่อนต่างเพศได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากวัยรุ่นยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์เท่าที่ควร ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก
ให้ความไว้วางใจในตัวเขา
ให้โอกาสเขาพูดเมื่อต้องการปรึกษา
พยายามสังเกตท่าทีอยู่ห่างๆ
ต้องสร้างครอบครัวให้อบอุ่น ให้รู้สึกว่าบ้านน่าอยู่ ไม่ให้เกิดการผลักดันให้เด็กออกไปหา " ความอบอุ่นนอกบ้าน" ท่านก็จะได้ลูกที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต
ลักษณะการคบเพื่อนต่างเพศ
คบแบบเพื่อน
คบแบบคู่ควงหรือคู่รัก
อายุระหว่าง 14-16 ปี เด็กชายจะเริ่มสนใจผู้หญิง บางคนเริ่มจับคู่กัน วัยรุ่นชายและหญิงต้องการการตอบสนองทางเพศแตกต่างกัน
การคบกันแบบคู่ควงหรือคู่รัก
วัยรุ่นหญิงต้องการเพียง " ความรัก " ความรู้สึกอบอุ่นใจ มีคนปกป้อง ห่วงใย ต้องการความโรแมนติกเท่านั้น
วัยรุ่นชายเริ่มต้องการ " ความใคร่ " ฝ่ายหญิงอาจเพลี่ยงพล้ำ ถ้าปล่อยตัว ปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์โรแมนติกโดยไม่รู้ตัว
ผลของการเผลอใจ การเผลอใจอาจทำให้วัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร ซึ่งตัววัยรุ่นเอง ครอบครัวและสังคมยอมรับไม่ได้
วัยรุ่นควรลองถามตัวเองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตั้งครรภ์ในขณะที่เรียน
พ่อแม่จะว่าอย่างไร
การเรียนที่โรงเรียนจะเป็นอย่างไร
เพื่อนบ้านเขาจะพูดว่าอย่างไร
พ่อของลูกจะรับผิดชอบหรือไม่
จะเลี้ยงลูกอย่างไร
จะผิดศีลธรรมและเป็นตราบาปหรือไม่
ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก
ผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่จะช่วยชี้นำอบรมให้ลูกวัยรุ่นคบเพื่อนต่างเพศได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากวัยรุ่นยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์เท่าที่ควร ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก
ให้ความไว้วางใจในตัวเขา
ให้โอกาสเขาพูดเมื่อต้องการปรึกษา
พยายามสังเกตท่าทีอยู่ห่างๆ
ต้องสร้างครอบครัวให้อบอุ่น ให้รู้สึกว่าบ้านน่าอยู่ ไม่ให้เกิดการผลักดันให้เด็กออกไปหา " ความอบอุ่นนอกบ้าน" ท่านก็จะได้ลูกที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต
กินเพื่อสุขภาพ
ไม่ว่าในสภาพอากาศแบบไหน เคล็ดลับการบริโภคที่จะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายดีได้ตลอดปี คือ ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวทุกเช้า เพราะน้ำมะนาวจะช่วยล้างทำความสะอาดระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่ น้ำมะนาวจะช่วยขับเสมหะด้วยค่ะ ควบคุมการรับประทานอาหารให้สมดุล เพราะ ภาวะโภชนาการที่ดี คือ ต้องมีความพอดีระหว่าง คาร์โบไฮเดรต กับ โปรตีน และควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตร และออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 - 5 ชั่วโมง อย่าติดกาแฟ การบริโภคกาแฟมาก ๆ ทำให้ร่างกายขาดน้ำและหงุดหงิด วิธีแก้สำหรับผู้ติดกาแฟ คือ เมื่อใดที่คิดจะดื่มกาแฟ ก็ดื่มน้ำเปล่าไปก่อน 1 แก้วใหญ่ วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้หายหงุดหงิดระหว่างทำงานแล้ว ยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ด้วย คุณค่าของอาหารเช้า เลือกทานอาหารเช้าที่มีคุณค่า ควรงดของทอด ของมัน อาหารรสจัด ควรรับประทาน โยเกิร์ต ผัก ผลไม้ สักชามและปิดท้ายด้วยน้ำผลไม้สักแก้ว ก็จะทำให้ร่างกายสดชื่นตลอดทั้งวันได้ค่ะ ควรบริโภคอาหารที่มีไขมันบ้าง เพราะร่างกายคนเรายังต้องการไขมันในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป มื้อกลางวันกับอาหารแป้ง ร่างกายต้องการแป้งในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้มีเรี่ยวแรงทำงานได้ตลอดบ่าย ในเมนูมื้อกลางวันลองเลือกรับประทานอาหารประเภทแป้งที่มีเส้นใยไฟเบอร์ อย่างเช่นขนมปังโฮลวีต และข้าวโอ๊ตดูบ้าง นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องและยังช่วยลดคลอเลสเตอรอลได้ด้วย
เภสัช แนะ กินยาให้ถูกวิธี
เพื่อความชัดเจนและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอาหาร,สุขภาพ,คุณภาพชีวิต,ยา,คุณหมอขอบอก,ชีวิต,ยาสมุนไพร,ยาปฏิชีวนะ,สมุนไพร,ยาเม็ด,กินยา,แพ้ยา,โรคนครสวรรค์-เภสัชกรหญิงอภิพันธ์ ภคสกุลวงศ์ โรงพยาบาลร่มฉัตร เปิดเผยว่าปัจจุบันยังมีคนไข้อีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจชัดเจนในเรื่องของการใช้ยา ถึงแม้ว่าในฉลากยาจะระบุให้ผู้ใช้ยาทราบถึงวิธีใช้ยาและความถี่ของการใช้ยาแล้วก็ตามผู้ใช้ยาควรทราบถึงความหมายของคำต่างๆ ที่พบเสมอในฉลากยา นอกจากนี้ยังมียาอีกหลายรูปแบบที่ผู้ใช้ยาควรทราบวิธีใช้เพิ่มเติม อาทิรับประทานก่อนอาหาร หมายถึง ก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ดี หากลืมรับประทานก่อนอาหารให้รับประทานหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับยาที่ออกฤทธิ์ไปเพิ่มการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ยารักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้รับประทานก่อนอาหารเพื่อที่จะได้ออกฤทธิ์ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนเมื่อมีการรับประทานอาหารลงไปได้ทันรับประทานหลังอาหารโดยทั่วไปหมายความว่าก่อนอาหารอย่างน้อย 15 นาที ยาที่รับประทานหลังอาหารนี้ส่วนมากเป็นยาทั่วๆ ไปไม่รบกวนต่อการดูดซึมของยาและการรับประทานหลังอาหารนี้อาจช่วยเพิ่มการดูดซึมของยาบางชนิดได้ หรือเป็นยาที่ถึงแม้จะถูกดูดซึมได้ดีในขณะท้องว่างแต่ตัวยามีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารมากรับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีจะเป็นยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร มักทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง หากรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผล หรือจนถึงขั้นกระเพาะทะลุได้
นักวิทยาศาสตร์ไทย
ศาสตราจารย์ ดร. วิรุฬห์ สายคณิต นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ปี พ.ศ.2525 สาขาฟิสิกส์ ท่านเป็นผูเสนอทฤษฎีใหม่ที่อธิบายพฤติกรรม การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในสิ่งแวดล้อม ที่ไร้ระเบียบ ซึ่งนำความเข้าใจถึงคุณสมบัติต่างๆ ของสสารจำพวกอสัณฐานกึ่งตัวนำ สารผลึกกึ่งตัวนำที่มีสิ่งเจือปนสูง ฯลฯ อันเป็นการก่อให้เกิดการวิวัฒนาการ ในวงการอิเล็กทรอนิกส์ เพราะสารเหล่านี้มีประโยชน์ในการผลิตแสงเลเซอร์ เซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ. ศาสตราจารย นายแพทย์ประเวศ วะสี นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ปี พ.ศ.2526 สาขาชีววิทยา(พันธุศาสตร์) ท่านเป็นผู้ค้นพบกลไกทางพันธุศาสตร์ ของโรคแอลฟ่าธาลัสซีเมีย โดยพบว่ามียีนส์แอลฟ่าธาลัสซีเมีย 2 ชนิด และได้ให้ชื่อว่า แอลฟ่าธาลัสซีเมีย 1 และ แอลฟ่าธาลัสซีเมีย 2.ศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ปี พ.ศ. 2527 สาขาชีวเคมี ค้นพบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และคุณสมบัติหลายประการของเยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดง ที่ติดเชื้อมาลาเรีย และความเกี่ยวโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กับอาการของโรคนี้ทางโลหิตวิทยา ค้นพบเอนไซม์ใหม่ และวิถีปฎิกิริยาใหม่ของเชื่อมาลาเรีย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการสังเคราะห์ และ ใช้สารโฟเลต อันเป็นแนวทางในการพัฒนายาต้านมาลาเรียใหม่ๆ
วัยรุ่นกับยาเสพติด
การป้องกัน
ทำอย่างไรเด็กของเราจึงจะไม่หันมาใช้ยาเสพติดอย่างนี้ ความใกล้ชิดในครอบครัวนี่แหละคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในเรื่องปัญหายาเสพติด ความเอาใจใส่กับลูกไม่ได้เริ่มที่วัยรุ่น จริงๆ แล้ว เราเอาใจใส่รักใคร่กับเขามาโดยตลอด ความผูกพันอย่างนี้ ทำให้เด็กรับรู้และเข้าใจตระหนักดีว่า การหันเข้าไปหายาเสพติดทำให้ครอบครัวของเขาเกิดปัญหาขึ้น เขาจึงมีแรงยึดเหนี่ยวจากความรักความเอาใจใส่จากครอบครัว ทำให้ไม่หันเข้าไปหายาเสพติด
การพูดคุยกับลูกวัยรุ่นก็เป็นเรื่องจำเป็น แต่ว่าจะพูดอย่างไรจึงจะพอเหมาะ ด้วยความกังวลใจ คุณพ่อคุณแม่อาจจะเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตเขามากขึ้น เข้าไปควบคุมเขา เข้าไปกำกับดูแล เข้าไปดูว่าเขาคุยโทรศัพท์กับใคร ในกระเป๋าเขามีอะไรบ้าง เข้าไปค้นในห้องนอนของเขา ลักษณะเช่นนี้ต้องระวังในเด็กวัยรุ่น เขาไม่ชอบให้เราเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของเขา การใช้วิธีพูดคุยกันในทำนองของการไถ่ถามถึงเรื่องราวทั่วๆ ไป เปิดโอกาสให้เขาปรึกษาหารือ พร้อมที่จะรับฟังเขา จะทำให้ความรู้สึกต่อต้านของเด็กลดลง เมื่อเขาเห็นว่าเราวางใจเขา ก็จะยินดีให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาว่าเวลานี้ เขาคิดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร คุณพ่อคุณแม่อาจลองถามไถ่ต่อไปว่า มีบ้างไหม เขาบังเอิญเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาเรื่องยาเสพติด เขาคิดว่าเขาจะป้องกันตัวเองอย่างไร ถ้าเราพูดกับลูกอย่างนี้ เราจะได้แนวคิดว่าจริงๆ แล้วลูกเรามีความพร้อมในเรื่องการดูแลตัวเองจากยาเสพติดไหม ถ้าเขามีแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว เขาป้องกันตัวเองอยู่แล้ว เราก็ให้เพียงแค่การสนับสนุน ชื่นชมเขา หรืออาจเสนอข้อมูลที่เราได้รับรู้มาใหม่ๆ เพื่อเขาจะได้ระมัดระวังตัวเขาเองมากขึ้น
อีกประการหนึ่ง คือเรื่องการสังเกตพฤติกรรม โดยเมื่อเริ่มมีปัญหาแล้วเรารีบเข้าไปแก้ปัญหาโดยเร็ว ก็ย่อมจะดีกว่าปล่อยให้เขาติดยาเสพติดจนเรื้อรังจนแก้ไขได้ยาก การสังเกตพฤติกรรมช่วงแรกๆ จะพบว่าเด็กเริ่มมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอารมณ์หงุดหงิดและก้าวร้าว เด็กบางคนอาจเก็บตัวมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่แอบซ่อน เพราะว่าเขาคงไม่อยากเปิดเผยถึงการใช้ยาของเขาให้เราทราบ ถ้าเขามีปัญหาของการแอบซ่อนอย่าใช้วิธีค้นอย่างที่ว่า เพราะยิ่งหาเด็กก็ยิ่งพยายามซ่อน ระยะนี้อาจเพียงแต่เฝ้ามองพฤติกรรมอยู่ห่างๆ ดูซิว่าลูกเริ่มโกหก ลูกเริ่มแสดงพฤติกรรมหลอกลวงหรือเปล่า แล้วก็ดูด้านอื่นร่วมกันด้วย เช่น เรื่องการเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจจะประสานกับคุณครูที่ดูแลลูกว่าขณะนี้ลูกมีปัญหาในชั้นเรียนอย่างไรไหม มีผลการเรียนตกลงไหมเพราะอะไร
กลุ่มเพื่อนของลูกก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรายอมรับเพื่อนของลูก เราก็สามารถติดตามได้ว่าเขาไปทำอะไรกันที่ไหนบ้าง แต่ถ้าเราปฏิเสธไม่ยอมรับเพื่อน ลูกก็จะเริ่มไม่บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมา อาจยังแอบคบหาสมาคมกันโดยที่เราไม่รู้ ซึ่งข้อนี้จะเป็นอันตรายมากกว่า เพราะเราไม่มีทางทราบว่าเขาไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไรบ้าง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เปิดใจรับให้เพื่อนของลูกเข้ามาในบ้าน เข้ามาพูดคุยกัน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันที่บ้าน ซึ่งดูแล้วอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น เขาอาจจะอยากขอมาเล่นดนตรีด้วยกันที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็ควรอนุญาตหรือยอมให้เขาทำอะไรบางอย่างร่วมกันบ้าง คุณจะได้เห็นลูกกับเพื่อนในสายตาอยู่เกือบตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยได้มากทีเดียวว่า ขณะนี้เขาไปทำอะไรที่ไหนบ้าง และการที่เราเปิดเผยกับลูก ยอมรับลูกในเรื่องต่างๆ เช่นนี้ จะทำให้ลูกเองก็พร้อมที่จะเปิดเผยกับเราด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นเรามาร่วมมือกันอย่างนี้ก็คง
ทำอย่างไรเด็กของเราจึงจะไม่หันมาใช้ยาเสพติดอย่างนี้ ความใกล้ชิดในครอบครัวนี่แหละคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในเรื่องปัญหายาเสพติด ความเอาใจใส่กับลูกไม่ได้เริ่มที่วัยรุ่น จริงๆ แล้ว เราเอาใจใส่รักใคร่กับเขามาโดยตลอด ความผูกพันอย่างนี้ ทำให้เด็กรับรู้และเข้าใจตระหนักดีว่า การหันเข้าไปหายาเสพติดทำให้ครอบครัวของเขาเกิดปัญหาขึ้น เขาจึงมีแรงยึดเหนี่ยวจากความรักความเอาใจใส่จากครอบครัว ทำให้ไม่หันเข้าไปหายาเสพติด
การพูดคุยกับลูกวัยรุ่นก็เป็นเรื่องจำเป็น แต่ว่าจะพูดอย่างไรจึงจะพอเหมาะ ด้วยความกังวลใจ คุณพ่อคุณแม่อาจจะเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตเขามากขึ้น เข้าไปควบคุมเขา เข้าไปกำกับดูแล เข้าไปดูว่าเขาคุยโทรศัพท์กับใคร ในกระเป๋าเขามีอะไรบ้าง เข้าไปค้นในห้องนอนของเขา ลักษณะเช่นนี้ต้องระวังในเด็กวัยรุ่น เขาไม่ชอบให้เราเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตของเขา การใช้วิธีพูดคุยกันในทำนองของการไถ่ถามถึงเรื่องราวทั่วๆ ไป เปิดโอกาสให้เขาปรึกษาหารือ พร้อมที่จะรับฟังเขา จะทำให้ความรู้สึกต่อต้านของเด็กลดลง เมื่อเขาเห็นว่าเราวางใจเขา ก็จะยินดีให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาว่าเวลานี้ เขาคิดอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร คุณพ่อคุณแม่อาจลองถามไถ่ต่อไปว่า มีบ้างไหม เขาบังเอิญเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาเรื่องยาเสพติด เขาคิดว่าเขาจะป้องกันตัวเองอย่างไร ถ้าเราพูดกับลูกอย่างนี้ เราจะได้แนวคิดว่าจริงๆ แล้วลูกเรามีความพร้อมในเรื่องการดูแลตัวเองจากยาเสพติดไหม ถ้าเขามีแนวคิดที่ดีอยู่แล้ว เขาป้องกันตัวเองอยู่แล้ว เราก็ให้เพียงแค่การสนับสนุน ชื่นชมเขา หรืออาจเสนอข้อมูลที่เราได้รับรู้มาใหม่ๆ เพื่อเขาจะได้ระมัดระวังตัวเขาเองมากขึ้น
อีกประการหนึ่ง คือเรื่องการสังเกตพฤติกรรม โดยเมื่อเริ่มมีปัญหาแล้วเรารีบเข้าไปแก้ปัญหาโดยเร็ว ก็ย่อมจะดีกว่าปล่อยให้เขาติดยาเสพติดจนเรื้อรังจนแก้ไขได้ยาก การสังเกตพฤติกรรมช่วงแรกๆ จะพบว่าเด็กเริ่มมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอารมณ์หงุดหงิดและก้าวร้าว เด็กบางคนอาจเก็บตัวมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่แอบซ่อน เพราะว่าเขาคงไม่อยากเปิดเผยถึงการใช้ยาของเขาให้เราทราบ ถ้าเขามีปัญหาของการแอบซ่อนอย่าใช้วิธีค้นอย่างที่ว่า เพราะยิ่งหาเด็กก็ยิ่งพยายามซ่อน ระยะนี้อาจเพียงแต่เฝ้ามองพฤติกรรมอยู่ห่างๆ ดูซิว่าลูกเริ่มโกหก ลูกเริ่มแสดงพฤติกรรมหลอกลวงหรือเปล่า แล้วก็ดูด้านอื่นร่วมกันด้วย เช่น เรื่องการเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจจะประสานกับคุณครูที่ดูแลลูกว่าขณะนี้ลูกมีปัญหาในชั้นเรียนอย่างไรไหม มีผลการเรียนตกลงไหมเพราะอะไร
กลุ่มเพื่อนของลูกก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรายอมรับเพื่อนของลูก เราก็สามารถติดตามได้ว่าเขาไปทำอะไรกันที่ไหนบ้าง แต่ถ้าเราปฏิเสธไม่ยอมรับเพื่อน ลูกก็จะเริ่มไม่บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมา อาจยังแอบคบหาสมาคมกันโดยที่เราไม่รู้ ซึ่งข้อนี้จะเป็นอันตรายมากกว่า เพราะเราไม่มีทางทราบว่าเขาไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไรบ้าง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เปิดใจรับให้เพื่อนของลูกเข้ามาในบ้าน เข้ามาพูดคุยกัน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันที่บ้าน ซึ่งดูแล้วอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น เขาอาจจะอยากขอมาเล่นดนตรีด้วยกันที่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็ควรอนุญาตหรือยอมให้เขาทำอะไรบางอย่างร่วมกันบ้าง คุณจะได้เห็นลูกกับเพื่อนในสายตาอยู่เกือบตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยได้มากทีเดียวว่า ขณะนี้เขาไปทำอะไรที่ไหนบ้าง และการที่เราเปิดเผยกับลูก ยอมรับลูกในเรื่องต่างๆ เช่นนี้ จะทำให้ลูกเองก็พร้อมที่จะเปิดเผยกับเราด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นเรามาร่วมมือกันอย่างนี้ก็คง
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552
เลือกคบเพื่อนอย่างไรให้ชีวิตพบแต่สิ่งที่ดี
มีหลักง่ายๆอยู่ 4 ข้อด้วยกัน คือ หลักเรื่องความรับผิดชอบ ซึ่งขยายความได้ดังนี้
1)รับผิดชอบตัวเอง ซึ่งสำคัญที่สุดในโลกเลย เพราะไม่มีใครจะมารับผิดชอบตัวเราแทนเรา
2)รับผิดชอบต่อคนรอบข้าง พูดง่ายๆ ขั้นต้น รับผิดชอบต่อครอบครัวของเรา
3)รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ส่วนรวมในที่นี้ของหนู ก็สถาบันการศึกษาที่เรียนอยู่นั่นแหละ อย่าเพิ่งไปรวมถึงขนาดประเทศชาติบ้านเมืองเลย
4)รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ เอาชัดๆอย่างนี้ก่อน
ข้อแรก รับผิดชอบต่อตัวเอง คุณหนูรู้นะ ว่าหน้าที่ของคุณหนูตอนนี้คือเรียนเป็นหลักเลย เพราะฉะนั้น การเรียนต้องไม่ขาดตกบกพร่อง นั่นเป็นหน้าที่ที่รับผิดชอบส่วนตัวเลยทางโลก
แต่ในทางธรรม ต้องรับผิดชอบควบคู่กันไปด้วย ก็คือ ศีล 5 ข้อ เพราะมันเป็นต้นทุนแห่งความเป็นมนุษย์ของหนูเอง โชคดีแล้วที่ได้เกิดมาเป็นคน เพราะว่าเกิดมาเป็นคนมีโอกาสที่จะได้ทำความดีสารพัด พูดง่ายๆ สัตว์ในโลกนี้มีเยอะแยะหลายประเภท แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน แต่ไม่ว่าประเภทไหน ตั้งแต่เล็กจนโตกว่าช้างก็ตาม สัตว์เหล่านั้นไม่มีศักยภาพในการทำความดี ยกเว้นคน วันนี้ ชาตินี้ มีบุญได้เกิดเป็นคน ต้องรักษาความมีบุญ ความโชคดีตรงนี้ไว้ บุญพื้นฐานที่ทำให้ได้เกิดมาเป็นคน ก็คือศีล เพราะฉะนั้นต้องรักษาศีลของตัวเองให้ดี
ถึงคราวคบใคร ก็ให้ดูว่าเพื่อนคนนั้นรักษาศีลดีมั้ย ถ้ารักษาศีลไม่ดีช่วยแก้ไขด้วย ถ้าช่วยแก้ไขแล้ว เขาไม่ยอมแก้ไข ถอยไปเถอะ เพราะเขาจะถอยหลังจากความเป็นคนไปเป็นอะไรเสียแล้ว จะไปนั่งนับ 1 ใหม่ อย่าหลงไปนั่งนับ 1 ใหม่กับเขา เพราะฉะนั้นถ้าใครศีลไม่ดี ต่างคนต่างไปแหละดีแล้ว เดี๋ยวคุณจะดึงฉันไปไหนเสียไม่รู้ นี่ข้อที่ 1
ความรับผิดชอบที่ 2 รับผิดชอบต่อครอบครัว ของคุณหนูเอง ก็คุณพ่อคุณแม่ของหนู กับน้องอีกคนหนึ่ง รวมทั้งคนใช้ในบ้านด้วย คุณหนูต้องรับผิดชอบให้ดี คุณพ่อเหนื่อยมั้ยเรื่องค่าเทอม เทอมที่ผ่านมานี่เท่าไหร่ มาเบิกจากคุณพ่อแต่ละทีถอนหายใจเฮือกทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรที่ทำให้กระทบใจคุณพ่อ หรือจะไปเพิ่มงานให้คุณพ่อต้องทำงานหนักกว่านั้นไปอีก พูดง่ายๆ ใช้เงินพ่อน้อยๆหน่อยก็ดี แลวจะช่วยงานอะไรคุณพ่อได้ก็ช่วยไป ถนอมใจคุณพ่อด้วย เพราะเราโตแล้ว
เรื่องที่สอง ถนอมใจคุณแม่ด้วย คุณแม่อยู่บ้านดูเหมือนไม่เหนื่อย แต่จริงๆแล้วนั่นแหละเหนื่อย แค่ตามดูความประพฤติของคุณหนู คุณแม่ก็เหนื่อยแล้ว ไม่รู้นอนหลับบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่เป็นตัวอย่าง แต่ จริงๆก็คือ คุณพ่อเมื่อต้องออกไปลุยโลกภายนอก ก็เป็นธรรมดา คุณแม่ต้องระวังหลัง ต้องช่วยมองอนาคตคุณหนู ต้องดูรายละเอียดต่างๆเตรียมไว้ให้คุณหนูในอนาคตอีกสารพัด ดังนั้นต้องถนอมใจคุณพ่อคุณแม่ให้ดี แน่นอน น้องอีกคน ก็ต้องถนอมใจกัน คนใช้อีก 2 คนในบ้าน อย่ามองว่าเป็นคนใช้เลย มองว่าเขาเป็นอีก 2 คนที่มาช่วยคุณพ่อเรามาเลี้ยงชีพ เราเองก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวเรา เพื่อนคนไหนที่เขาไม่รับผิดชอบ พ่อแม่ พี่น้อง ครอบครัวของเขา เตือนได้ก็เตือน เตือนไม่ได้ถอยเถอะ เดี๋ยวเชื้อไม่รับผิดชอบประเภอนี้จะลามมาถึงเรา
ความรับผิดชอบข้อที่ 3 เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ตั้งแต่สถาบันที่เราอยู่ ครูบาอาจารย์ที่สอนเรา ชื่อเสียงของสถาบัน ไม่ว่าการกีฬา ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ทำได้ก็ต้องทำ ทำให้มหาวิทยาลัยของเราเครดิตดีเท่าไหร่ ชื่อเสียงดีเท่าไหร่ มันก็ย้อนมาถึงตัวเราเอง
ความรับผิดชอบที่ 4 ความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ ก็ย้อนกลับมาเรื่องเดิม คือ อย่าเข้าไปแตะต้องอบายมุขทุกชนิด
1)พวกสุรา ยาเสพติด บุหรี่ต่างๆ ไม่แตะต้อง
2)ไม่เข้าเธค หรือเพื่อนๆชวนไปเที่ยวคอนเสิร์ต คอนเสิร์ตอะไรก็ดูให้ดี ไม่เหมาะไม่ควรก็อย่าไป
เรามองภาพความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจชัดเจนอย่างนี้ ดูใครไม่มีความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องถอย ถ้าช่วยแก้ไขให้เขาไม่ได้ คุณหนูมองภาพเหล่านี้แล้ว ก็จะเห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงละเอียดลออขนาดไหน ไปฝึกให้ได้ตามพระองค์ แล้วเราจะเป็นคนดีอยู่ในสายตาของพระองค์ตลอดไปทั้งชาตินี้ ทั้งชาติหน้า แล้วก็ความตกต่ำก็จะไม่มีแก่เรา
ได้รับความรู้จากหลวงพ่ออย่างนี้แล้ว ช่วยไปแจกจ่ายให้พรรคพวกที่สถาบันด้วยนะ ยัดเยียดด้วย ใช้เทคนิคให้ดีก็แล้วกัน ทำให้เขามีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัวของเขา ต่อสังคม ขั้นต้นคือสถาบันการศึกษา แล้วก็ศีลธรรมทางเศรษฐกิจด้วย ถ้ารับผิดชอบอย่างนี้กันทั้งบ้านทั้งเมืองตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน นักศึกษา เราพอหวังได้ว่าอนาคตของชาติไทยต้องรุ่งแน่นอน เศรษฐกิจกับจิตใจไปด้วยกัน
1)รับผิดชอบตัวเอง ซึ่งสำคัญที่สุดในโลกเลย เพราะไม่มีใครจะมารับผิดชอบตัวเราแทนเรา
2)รับผิดชอบต่อคนรอบข้าง พูดง่ายๆ ขั้นต้น รับผิดชอบต่อครอบครัวของเรา
3)รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ส่วนรวมในที่นี้ของหนู ก็สถาบันการศึกษาที่เรียนอยู่นั่นแหละ อย่าเพิ่งไปรวมถึงขนาดประเทศชาติบ้านเมืองเลย
4)รับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ เอาชัดๆอย่างนี้ก่อน
ข้อแรก รับผิดชอบต่อตัวเอง คุณหนูรู้นะ ว่าหน้าที่ของคุณหนูตอนนี้คือเรียนเป็นหลักเลย เพราะฉะนั้น การเรียนต้องไม่ขาดตกบกพร่อง นั่นเป็นหน้าที่ที่รับผิดชอบส่วนตัวเลยทางโลก
แต่ในทางธรรม ต้องรับผิดชอบควบคู่กันไปด้วย ก็คือ ศีล 5 ข้อ เพราะมันเป็นต้นทุนแห่งความเป็นมนุษย์ของหนูเอง โชคดีแล้วที่ได้เกิดมาเป็นคน เพราะว่าเกิดมาเป็นคนมีโอกาสที่จะได้ทำความดีสารพัด พูดง่ายๆ สัตว์ในโลกนี้มีเยอะแยะหลายประเภท แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน แต่ไม่ว่าประเภทไหน ตั้งแต่เล็กจนโตกว่าช้างก็ตาม สัตว์เหล่านั้นไม่มีศักยภาพในการทำความดี ยกเว้นคน วันนี้ ชาตินี้ มีบุญได้เกิดเป็นคน ต้องรักษาความมีบุญ ความโชคดีตรงนี้ไว้ บุญพื้นฐานที่ทำให้ได้เกิดมาเป็นคน ก็คือศีล เพราะฉะนั้นต้องรักษาศีลของตัวเองให้ดี
ถึงคราวคบใคร ก็ให้ดูว่าเพื่อนคนนั้นรักษาศีลดีมั้ย ถ้ารักษาศีลไม่ดีช่วยแก้ไขด้วย ถ้าช่วยแก้ไขแล้ว เขาไม่ยอมแก้ไข ถอยไปเถอะ เพราะเขาจะถอยหลังจากความเป็นคนไปเป็นอะไรเสียแล้ว จะไปนั่งนับ 1 ใหม่ อย่าหลงไปนั่งนับ 1 ใหม่กับเขา เพราะฉะนั้นถ้าใครศีลไม่ดี ต่างคนต่างไปแหละดีแล้ว เดี๋ยวคุณจะดึงฉันไปไหนเสียไม่รู้ นี่ข้อที่ 1
ความรับผิดชอบที่ 2 รับผิดชอบต่อครอบครัว ของคุณหนูเอง ก็คุณพ่อคุณแม่ของหนู กับน้องอีกคนหนึ่ง รวมทั้งคนใช้ในบ้านด้วย คุณหนูต้องรับผิดชอบให้ดี คุณพ่อเหนื่อยมั้ยเรื่องค่าเทอม เทอมที่ผ่านมานี่เท่าไหร่ มาเบิกจากคุณพ่อแต่ละทีถอนหายใจเฮือกทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรที่ทำให้กระทบใจคุณพ่อ หรือจะไปเพิ่มงานให้คุณพ่อต้องทำงานหนักกว่านั้นไปอีก พูดง่ายๆ ใช้เงินพ่อน้อยๆหน่อยก็ดี แลวจะช่วยงานอะไรคุณพ่อได้ก็ช่วยไป ถนอมใจคุณพ่อด้วย เพราะเราโตแล้ว
เรื่องที่สอง ถนอมใจคุณแม่ด้วย คุณแม่อยู่บ้านดูเหมือนไม่เหนื่อย แต่จริงๆแล้วนั่นแหละเหนื่อย แค่ตามดูความประพฤติของคุณหนู คุณแม่ก็เหนื่อยแล้ว ไม่รู้นอนหลับบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่เป็นตัวอย่าง แต่ จริงๆก็คือ คุณพ่อเมื่อต้องออกไปลุยโลกภายนอก ก็เป็นธรรมดา คุณแม่ต้องระวังหลัง ต้องช่วยมองอนาคตคุณหนู ต้องดูรายละเอียดต่างๆเตรียมไว้ให้คุณหนูในอนาคตอีกสารพัด ดังนั้นต้องถนอมใจคุณพ่อคุณแม่ให้ดี แน่นอน น้องอีกคน ก็ต้องถนอมใจกัน คนใช้อีก 2 คนในบ้าน อย่ามองว่าเป็นคนใช้เลย มองว่าเขาเป็นอีก 2 คนที่มาช่วยคุณพ่อเรามาเลี้ยงชีพ เราเองก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวเรา เพื่อนคนไหนที่เขาไม่รับผิดชอบ พ่อแม่ พี่น้อง ครอบครัวของเขา เตือนได้ก็เตือน เตือนไม่ได้ถอยเถอะ เดี๋ยวเชื้อไม่รับผิดชอบประเภอนี้จะลามมาถึงเรา
ความรับผิดชอบข้อที่ 3 เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ตั้งแต่สถาบันที่เราอยู่ ครูบาอาจารย์ที่สอนเรา ชื่อเสียงของสถาบัน ไม่ว่าการกีฬา ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ทำได้ก็ต้องทำ ทำให้มหาวิทยาลัยของเราเครดิตดีเท่าไหร่ ชื่อเสียงดีเท่าไหร่ มันก็ย้อนมาถึงตัวเราเอง
ความรับผิดชอบที่ 4 ความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ ก็ย้อนกลับมาเรื่องเดิม คือ อย่าเข้าไปแตะต้องอบายมุขทุกชนิด
1)พวกสุรา ยาเสพติด บุหรี่ต่างๆ ไม่แตะต้อง
2)ไม่เข้าเธค หรือเพื่อนๆชวนไปเที่ยวคอนเสิร์ต คอนเสิร์ตอะไรก็ดูให้ดี ไม่เหมาะไม่ควรก็อย่าไป
เรามองภาพความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจชัดเจนอย่างนี้ ดูใครไม่มีความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องถอย ถ้าช่วยแก้ไขให้เขาไม่ได้ คุณหนูมองภาพเหล่านี้แล้ว ก็จะเห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงละเอียดลออขนาดไหน ไปฝึกให้ได้ตามพระองค์ แล้วเราจะเป็นคนดีอยู่ในสายตาของพระองค์ตลอดไปทั้งชาตินี้ ทั้งชาติหน้า แล้วก็ความตกต่ำก็จะไม่มีแก่เรา
ได้รับความรู้จากหลวงพ่ออย่างนี้แล้ว ช่วยไปแจกจ่ายให้พรรคพวกที่สถาบันด้วยนะ ยัดเยียดด้วย ใช้เทคนิคให้ดีก็แล้วกัน ทำให้เขามีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัวของเขา ต่อสังคม ขั้นต้นคือสถาบันการศึกษา แล้วก็ศีลธรรมทางเศรษฐกิจด้วย ถ้ารับผิดชอบอย่างนี้กันทั้งบ้านทั้งเมืองตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน นักศึกษา เราพอหวังได้ว่าอนาคตของชาติไทยต้องรุ่งแน่นอน เศรษฐกิจกับจิตใจไปด้วยกัน
วิธีคลายเคลียด
"แนะนำ 10วิธีคลายเครียดที่น่ารู้" เราได้ให้ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์มาหลายสัปดาห์แล้วนะคะ พักเรื่องอาหารกันสักนิด วันนี้มีวิธีที่จะคลายความเครียดมาแนะนำเพื่อให้เรามีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ดีไหมคะ ออกกำลังกาย -- ใครๆก็พูดได้ว่าออกกำลังกายซิ แต่น้อยคนนักที่จะทำให้เป็นกิจวัตร ได้ เนื่องจากไม่มีเวลา ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง ตื่นเช้าไม่ไหว อุปกรณ์แพง ฯลฯ ความจริงแล้วคุณควรจะหาเวลาของแต่ละวันอย่างน้อย 30 นาที ในการออกกำลังกาย โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับคุณที่สุด ถ้าคุณไม่ต้องการสิ้นเปลืองกับค่าอุปกรณ์ คุณก็น่าจะเลือกการวิ่งหรือเดิน หากเป็นสูงอายุหรือเป็นผู้ที่ไม่ต้องการการกระแทก ว่ายน้ำ,โยคะ, ไทชิ ,หรือ พาลาทีส์ ก็อินเทรนน์ ไม่เลวนะคะ หากอยากมีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ขอแนะนำกีฬาที่เล่นเป็นหมู่คณะอันได้แก่ แบตมินตัน กอลฟ์ ฟุตบอล หรือ เทนนิสที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้ กีฬาจะทำให้เราได้ระบายออกซึ่งแรงขับของจิตใจในด้านต่างๆ เช่น ความคับข้องใจ ความโกรธ ความเสียใจ ไม่พอใจ แถมยังได้สารสื่อความสุขหรือสารเอนโดฟินกลับมาด้วยแล้วคุณก็จะรู้สึกสดชื่นและหลับสบายอีกด้วยค่ะ
แนวคิดการใช้ชีวิต
อย่าไปให้ความสำคัญกับใครบางคน เมื่อคุณเป็นแค่ทางเลือกของเขาสัมพันธภาพจะดีที่สุดเมื่อทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกันอย่างสมดุลไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับตัวคุณให้ใครฟังหรอก เพราะคนที่ชอบคุณ ยังไงเขาก็ชอบ และไม่ต้องการฟังมันแต่คนที่เกลียดคุณ ยังไงเขาก็ไม่เชื่อคุณหรอกเมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณยุ่ง คุณก็จะไม่ว่างเลยเมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณไม่มีเวลา คุณก็จะไม่มีเวลาเลยเมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณจะทำในวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึงเลยเมื่อเราตื่นขึ้นมาในยามเช้า เรามีทางเลือกง่ายๆ 2 อย่างกลับไปนอนและฝันหวานต่อ หรือ ลุกขึ้นมาแล้วทำความฝันให้เป็นจริงมันก็แล้วแต่คุณจะเลือกแล้วล่ะเรามักทำให้คนที่ใส่ใจเราต้องร้องไห้ เรามักร้องไห้ให้กับคนที่ไม่เคยใส่ใจเราและเรามักใส่ใจกับคนที่ไม่มีวันร้องไห้ให้เรานี่คือความจริงของชีวิต เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ถ้าเห็นคุณเห็นด้วย มันก็ยังไม่สายเกินแก้เมื่อคุณกำลังสนุกสนาน ก็อย่ารับปากพล่อยๆเมื่อคุณกำลังเศร้า ก็อย่าได้ตอบกลับเมื่อคุณกำลังโกรธ ก็อย่าไปตัดสินใจอะไรคิดให้ถี่ถ้วน ทำอย่างสุขุมเวลาก็เหมือนสายน้ำคุณไม่มีทางสัมผัสน้ำเดียวกันได้สองครั้งหรอกเพราะมันได้ไหลผ่านไปแล้วมีความสุขกับทุกช่วงชีวิตของเราดีกว่า...
หอมแดง ยาแก้สิวอย่างประหยัด
หอมแดง ยาแก้สิวอย่างประหยัด เรื่องของสิว กับฝ้า ถือว่าเป็นศัตรูกับความงามของผู้หญิงอันดับต้นๆทีเดียว ก็เลยทำให้เกิดมีเครื่องสำอางกำจัดสิว ฝ้าขายดิบขายดีทีเดียว แต่เราเคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าทำไมคนรุ่นคุณย่าคุณยายถึงได้มีผิวพรรณและหน้าตาผ่องใส โดยไม่ต้องมีเครื่องสำอางอย่างที่คุณรุ่นหลังใช้กันแต่อย่างใด ก็แสดงว่าต้องมีเครื่องสำอางรักษาผิวอยู่เช่นกัน และก็คงเป็นสูตรสมุนไพรที่ได้จากพืชพันธุ์ธรรมชาตินั่นเอง เครื่องสำอางที่เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ที่เป็นตำรับแก้สิวฝ้าชนิดนี้ไม่ต้องไปหาซื้อจากที่ใด เพราะสามารถหาได้จากในสวนครัวนี่เอง นั่นก็คือหัวหอมที่ใช้ประกอบในเครื่องแกงนั่นเอง หอมแดงหรือมักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หอมแกง นอกจากจะช่วยให้อาหารมีรสชาดน่าลิ้มลองแล้ว ยังมีสรรพคุณในการแก้สิว ลบรอยด่างดำและแผลเป็นที่เกิดจากสิวได้ด้วย หอมเป็นพืชเก่าแก่ที่รู้จักกันมานาน มีหลายชนิดแตกต่างกันไป ตามขนาด สี และกลิ่นหอม ที่ใช้กันทำอาหารก็มี 2 ชนิด คือหอมหัวใหญ่และหอมหัวเล็ก หรือที่เรียกว่าหอมแดงนั่นเอง ในหัวหอมสดจะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยไดอัลลิน ไตรซัลไฟด์ (ชนิดเดียวกับที่มีในกระเทียม) ฟลาโวนอยด์ กลัยโคไซด์ เพคติน และกลูโคคินิน สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดไขมันในเส้นเลือด ทำให้เจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร นอกจากนี้หัวหอมยังมีฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงช่วยทำให้มีความจำได้ดีอีกด้วย สำหรับวิธีการรักษาสิว ฝ้า ก็มีวิธีการที่ง่ายๆ คือ ใช้หอมแดง นำมาทุบหรือฝานให้เป็นแว่นบางๆ ใช้ทาบริเวณที่เป็นสิว ฝ้า หรือจุดด่างดำ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เห็นผลแล้ว ง่ายมากจริงหรือไม่
เศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552
จำศัพท์อย่างไรให้แม่น
เคล็ดลับ 10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ
รู้สึกสมองตื้อทุกครั้งเมื่อนึกถึงการที่ต้องท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษซะมากมายใช่มั้ยคะเด็กๆ วันนี้คุณครูมีเคล็ดลับดีๆมาฝากค่ะ ^^
1. ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้านักเรียนจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
2. เขียน: การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้นักเรียนจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่
3.วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินตัวน้อยออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่เรียนอยู่ ภาพที่วาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต
4. แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่กำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น
5. สร้าง: ออกแบบสมุดศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วยหล่ะ
6. ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้จำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไปนะคะ
7. ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้นักเรียนจำการออกเสียงของคำใหม่นั้นได้ง่ายขึ้น
8. เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่นักเรียนชอบหรือสนใจจะทำให้รู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้จำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !
9. ข้อจำกัด: มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้นักเรียนสมองตื้อแทน
10. สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษa
รู้สึกสมองตื้อทุกครั้งเมื่อนึกถึงการที่ต้องท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษซะมากมายใช่มั้ยคะเด็กๆ วันนี้คุณครูมีเคล็ดลับดีๆมาฝากค่ะ ^^
1. ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้านักเรียนจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
2. เขียน: การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้นักเรียนจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่
3.วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินตัวน้อยออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่เรียนอยู่ ภาพที่วาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต
4. แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่กำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น
5. สร้าง: ออกแบบสมุดศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วยหล่ะ
6. ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้จำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไปนะคะ
7. ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้นักเรียนจำการออกเสียงของคำใหม่นั้นได้ง่ายขึ้น
8. เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่นักเรียนชอบหรือสนใจจะทำให้รู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้จำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !
9. ข้อจำกัด: มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้นักเรียนสมองตื้อแทน
10. สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษa
ไข้หวัดใหญ่ 2009 หวัดสายพันธุ์ใหม่
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าและรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ไข้หวัดใหญ่ 2009 หวัดสายพันธุ์ใหม่
รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีชื่อเรียกในประเทศต่างๆ หลายชื่อ คือ ไข้หวัดเม็กซิโก, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชวัน เอ็นวัน 2009, ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza) เป็นต้น เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลกนั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น
GAT PAT คืออะไร สอบอะไรบ้าง?? มาดูกัน GAT PAT 2553
GAT PAT ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย ปี 2553
เนื่องจากสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยถึงการจัดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพื่อใช้เป็นคะแนนในการนำไปสอบระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์กลางว่า ตามที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติว่าการสอบแอดมิชชั่นส์ปี 2553 นั้นจะใช้สัดส่วนคะแนนดังนี้
องค์ประกอบในการยื่นคะแนนเข้ามาหาวิทยาลัย ปี 2553 ทปอ. จะใช้องค์ประกอบต่อไปนี้ในการยื่น คะแนนเข้ามหาวิทยาลัย 1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %3) GAT 10-50 %4) PAT 0-40 %รวม 100 %**หมายเหตุ 1. GPAX คือ ผลการเรียนเฉลี่ย สะสม 6 ภาคเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียน รู้ 2. GAT คือ General Aptitude Test ความถนัดทั่วไป 3. PAT คือ Professional Aptitude Test ความถนัดเฉพาะ วิชาชีพ
รายละเอียดเกี่ยว กับ GAT 1. เนื้อหา - การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ ปัญหา(ทาง คณิตศาสตร์) 50% - การสื่อสารด้วยภาษา อังกฤษ 50% 2. ลักษณะข้อสอบ GAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย - คะแนนเต็ม 200 คะแนน เวลาสอบ 2 ชั่วโมง - ข้อสอบ เน้น Content Free และ Fair - เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก - มีการออกข้อสอบเก็บไว้เป็นคลังข้อ สอบ 3. สอบปีละหลายครั้ง - คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่สุด (จะสอบ ตั้งแต่ม. 4 ก็ได้)
รายละเอียดเกี่ยว กับ PAT 1. PAT มี 6 ชุด คือ PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์ เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion,Geometry, Trigonometry,Calculus ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability,Science Problem Solving Ability ฯลฯ PAT 3 วัดศักยภาพทางวิศวกรรม ศาสตร์ เนื้อหา เช่น Engineering Mathematics, EngineeringSciences,Life Sciences, IT ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Engineering Aptitude i.e. Multidimensional Perceptual Ability, Calculation Skills, Engineering Reading Ability, Engineering Problem Solving Ability PAT 4 วัดศักยภาพทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ เนื้อหา เช่น Architectural Math and Science ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Space Relations, Multidimensional Perceptual Ability, Architectural Problem Solving Ability ฯลฯ PAT 5 วัดศักยภาพทาง ครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ เนื้อหา ความรู้ในเนื้อหาภาษา ไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม วิทยา มานุษยวิทยา สุขศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ ครุ ศึกษา (Pedagogy), ทักษะการอ่าน (Reading Skills),ความรู้ทั่วไปเกี่ยว กับการศึกษาของประเทศไทย การแก้ปัญหาที่เกิดจากนัก เรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ PAT 6 วัดศักยภาพทางศิลปกรรมศาสตร์ เนื้อหา เช่น ทฤษฎีศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ความรู้ทั่วไปทาง ศิลป์ ฯลฯ
เนื่องจากสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยถึงการจัดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้าน/วิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพื่อใช้เป็นคะแนนในการนำไปสอบระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์กลางว่า ตามที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติว่าการสอบแอดมิชชั่นส์ปี 2553 นั้นจะใช้สัดส่วนคะแนนดังนี้
องค์ประกอบในการยื่นคะแนนเข้ามาหาวิทยาลัย ปี 2553 ทปอ. จะใช้องค์ประกอบต่อไปนี้ในการยื่น คะแนนเข้ามหาวิทยาลัย 1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %3) GAT 10-50 %4) PAT 0-40 %รวม 100 %**หมายเหตุ 1. GPAX คือ ผลการเรียนเฉลี่ย สะสม 6 ภาคเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียน รู้ 2. GAT คือ General Aptitude Test ความถนัดทั่วไป 3. PAT คือ Professional Aptitude Test ความถนัดเฉพาะ วิชาชีพ
รายละเอียดเกี่ยว กับ GAT 1. เนื้อหา - การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ ปัญหา(ทาง คณิตศาสตร์) 50% - การสื่อสารด้วยภาษา อังกฤษ 50% 2. ลักษณะข้อสอบ GAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย - คะแนนเต็ม 200 คะแนน เวลาสอบ 2 ชั่วโมง - ข้อสอบ เน้น Content Free และ Fair - เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก - มีการออกข้อสอบเก็บไว้เป็นคลังข้อ สอบ 3. สอบปีละหลายครั้ง - คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่สุด (จะสอบ ตั้งแต่ม. 4 ก็ได้)
รายละเอียดเกี่ยว กับ PAT 1. PAT มี 6 ชุด คือ PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์ เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion,Geometry, Trigonometry,Calculus ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability,Science Problem Solving Ability ฯลฯ PAT 3 วัดศักยภาพทางวิศวกรรม ศาสตร์ เนื้อหา เช่น Engineering Mathematics, EngineeringSciences,Life Sciences, IT ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Engineering Aptitude i.e. Multidimensional Perceptual Ability, Calculation Skills, Engineering Reading Ability, Engineering Problem Solving Ability PAT 4 วัดศักยภาพทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ เนื้อหา เช่น Architectural Math and Science ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ Space Relations, Multidimensional Perceptual Ability, Architectural Problem Solving Ability ฯลฯ PAT 5 วัดศักยภาพทาง ครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ เนื้อหา ความรู้ในเนื้อหาภาษา ไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม วิทยา มานุษยวิทยา สุขศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ลักษณะข้อสอบ ครุ ศึกษา (Pedagogy), ทักษะการอ่าน (Reading Skills),ความรู้ทั่วไปเกี่ยว กับการศึกษาของประเทศไทย การแก้ปัญหาที่เกิดจากนัก เรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ PAT 6 วัดศักยภาพทางศิลปกรรมศาสตร์ เนื้อหา เช่น ทฤษฎีศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ความรู้ทั่วไปทาง ศิลป์ ฯลฯ
สภาพจิตใจของเด็กวัยรุ่นในปัจจุบัน
สภาพจิตใจของวัยรุ่น
วัยรุ่นเป็นวัยของการเร่งเจริญเติบโตทั้งในทางชีวะ สรีระ และจิตวิทยา
เป็นวัยเร่งสร้างสุขนิสัย เร่งปรับตัว เร่งทางวิชาการ และเริ่มเลือกอาชีพ สรุปแล้วเป็น
การเร่งเจริญเติบโตทุกๆด้าน คำว่า adolescent มาจากภาษาลาติน adolescere
ซึ่งหมายความว่า to grow up4 มีวัยรุ่นและพ่อแม่ของวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเดือดร้อน
วุ่นวายไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็มีวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่
ผ่านระยะของวัยนี้ไปได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด Erikson เป็นผู้หนึ่งที่มองว่าสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดปกติหรือเรื่องที่น่าจะเดือดเนื้อร้อนใจมาก
มายนัก ถึงแม้ Erikson จะใช้คำว่า "identity crisis" ในการบรรยายถึงวัยรุ่น
เขาก็หมายถึงช่วงระยะหนึ่งของพัฒนาการตามปกติ และคำนี้ก็กลายเป็นที่ยอมรับและใช้กัน
โดยทั่วไป
วัยรุ่นเป็นวัยของการเร่งเจริญเติบโตทั้งในทางชีวะ สรีระ และจิตวิทยา
เป็นวัยเร่งสร้างสุขนิสัย เร่งปรับตัว เร่งทางวิชาการ และเริ่มเลือกอาชีพ สรุปแล้วเป็น
การเร่งเจริญเติบโตทุกๆด้าน คำว่า adolescent มาจากภาษาลาติน adolescere
ซึ่งหมายความว่า to grow up4 มีวัยรุ่นและพ่อแม่ของวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเดือดร้อน
วุ่นวายไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็มีวัยรุ่นอีกจำนวนมากที่
ผ่านระยะของวัยนี้ไปได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด Erikson เป็นผู้หนึ่งที่มองว่าสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดปกติหรือเรื่องที่น่าจะเดือดเนื้อร้อนใจมาก
มายนัก ถึงแม้ Erikson จะใช้คำว่า "identity crisis" ในการบรรยายถึงวัยรุ่น
เขาก็หมายถึงช่วงระยะหนึ่งของพัฒนาการตามปกติ และคำนี้ก็กลายเป็นที่ยอมรับและใช้กัน
โดยทั่วไป
แนะนำตัว
นางสาวปาจรีย์ ปัญญา ม.5/1 เลขที่ 30
ชื่อเล่น โบว์วี่
นักเรียนโรงเรียนอาเวมารีอา ปีการศึกษา 2552
ครูผู้สอน
คุณครูวีระชน ไพสาทย์
ชอบสี ขาว เพราะ มันบริสุทธิ์
คติประจำใจ
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
ชื่อเล่น โบว์วี่
นักเรียนโรงเรียนอาเวมารีอา ปีการศึกษา 2552
ครูผู้สอน
คุณครูวีระชน ไพสาทย์
ชอบสี ขาว เพราะ มันบริสุทธิ์
คติประจำใจ
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
