วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สาวชุดแดงแจ้งจับ"มาร์ค"ลากเข้าโรงแรมข่มขืนแต่ไม่รับผิดชอบ



สาวใหญ่แต่งชุดแดงบุกกองปราบแจ้งจับ นายกฯข้อหาข่มขืนหลังไม่มีโรงพักไหนยอมรับเรื่อง อ้างทนความไม่รับผิดชอบของ "อภิสิทธิ์" บริหารประเทศต่อไปไม่ไหวและก่อคดีข่มขืนแล้วไม่รับผิดชอบ

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 3 ก.พ. ที่กองปราบปราม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดคดีสาวใหญ่แจ้งจับนายกรัฐมนตรีขอหาข่มขืน

มีผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีแดงทั้งชุด เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนของ กก.1 บก.ป. โดยแจ้งความจำนงว่า ขอแจ้งความจับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา แต่จากการสอบสวนผู้เสียหายรายนี้ให้การวกไปวนมา ทราบชื่อคือน.ส.ไดอะน่า แสนโม่ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/182 ซ.รามคำแหง 151/1 แขวงและเขตสะพานสูง กทม. สาเหตุที่เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในครั้งนี้ก็ เนื่อง จากว่าทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่มีความรับผิดชอบ บริหารประเทศต่อไปไม่ไหว เพราะก่อคดีข่มขืนตัวเองแล้วไม่รับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น


น. ส.ไดอะน่า ให้การต่ออีกว่าเรื่องที่ถูกนายกฯ ข่มขืน นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2552 เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ย่านเยาวราช

ขณะ นั้นตนถูกนายอภิสิทธิ์พาเข้าโรงแรมแล้วก่อเหตุข่มขืน หลังจากนั้นก็ไม่ยอมาเจอหน้าอีกเลย เมื่อสอบถามถึงที่ไปที่มา น.ส.ไดอะน่า ไม่ยอมตอบ โดยบอกว่าขอไปให้การที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ก็บอกว่าหลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความแล้ว แต่พนักงานสอบสวน กลับไม่ยอมรับแจ้งความ จึงพยายามติดตามเรื่องมาตลอด จนสุดท้ายเห็นว่าไม่ควรปล่อยนายอภิสิทธิ์ลอยนวลต่อไป จึงต้องเข้ามาแจ้งความที่กองปราบปราม นอกจากนี้ตนก็จะไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อร้องเรียนอีกหน่วยงานหนึ่งด้วย


หลังรับฟังจบแล้วทางพนักงานสอบสวนทั้งหมด ลงความเห็นว่าน่าจะสาวเพี้ยน

แต่ เพื่อความสบายใจ จึงให้น.ส.ไดอะน่า เขียนเรื่องร้องเรียนเอาไว้ หลังจากนี้ก็ตรวจสอบกับญาติๆของน.ส.ไดอะน่า ว่าเกิดอาการผิดปกติหรือไม่ เพื่อจะได้คอยดูแลให้ใกล้ชิดต่อไป

อย่าด่วนตัดสินคนอื่น


เหตุการณ์วันนั้นแม้จะนานมาแล้ว แต่ก็ให้บทเรียนชีวิตแก่ผมมาก ลืมไม่ลง และทำให้ต้องระวังในการตัดสินใครต่อใครมากขึ้น

ผมจะเล่าให้ฟังดังนี้ มีคนรู้จักเอาช็อกโกแลตชั้นดีจากต่างประเทศมาฝาก 2 กล่อง ผมพิจารณาดูแล้วเห็นว่าไม่ควรกิน เพราะจะทำให้เกิดโรคอ้วนและผลข้างเคียงอื่นได้มาก แต่นึกถึงเพื่อนลูกสองคนที่เขายังเด็กอยู่ ไม่อ้วน จึงคิดว่าจะเอาช็อกโกแลตไปฝากเด็กทั้ง 2 คนนั้น

เย็นวันหนึ่งเลิกงานแล้วจึงไปหาเขา ระหว่างทางรถติดมาก โดยเฉพาะตรงสี่แยกหนึ่งรถติดยาวและฝนก็ตกพรำๆ ผมเห็นเด็กขายพวงมาลัยสองคนเดินขายพวงมาลัยเพื่อที่จะขายให้คนทีร่ติดรถยาว แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะซื้อเพราะฝนตกพรำๆ ด้วย

ผม เห็นแล้วเกิดความสงสาร แต่ไม่ได้คิดอยากซื้อพวงมาลัยหรอก เพราะเคยคิดว่าการขายของบนพื้นถนนเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุน เพราะผิดกฎหมาย แต่ก็เข้าใจและเห็นใจคนยากจนที่เขาต้องการทำงานเพื่อเอาตัวรอด

ด้วยความสงสารจึงทำให้ผมเปลี่ยนใจจากการที่จะเอาช็อกโกแลตไปฝาก ลูกเพื่อนกลับคิดว่าลูกเพื่อนก็เคยมีโอกาสได้กินช็อกโกแลตดีๆ มาแล้ว ถ้าเราเอามาให้เด็กขายพวงมาลัย 2 คนนี้แทนจะดีกว่า เพราะเขาคงไม่มีโอกาสได้กินช็อกโกแลตดีๆ อย่างนั้นมาก่อน

คิดแล้วก็บีบแตรรถเบาๆ เรียกเด็กทั้งสองคนเข้ามาเขาดีใจนึกว่าจะซื้อพวงมาลัย แต่ผมบอกเขาว่าไม่ซื้อหรอกแต่ผมมีขนมสองกล่องเป็นของดี ไม่เสีย จะให้เขาคนละกล่องให้เขารับเอาไว้ไปกินได้

เขาหันหน้ามามองผมอย่างงงๆ และรับกล่องช็อกโกแลตไป ลืมขอบคุณด้วย ผมดีใจที่ได้ทำสิ่งดีๆ ที่ไม่ได้นึกมาก่อนสำเร็จแล้ว นึกในใจว่าเด็กลืมขอบคุณเพราะคงงงๆ ก็ไม่ถือสา จึงขับรถต่อไป แต่เนื่องจากรถติดมากจึงขยับได้อีกนิดก็ต้องหยุด ยังไม่ผ่านไฟแดงอยู่ดี ขณะที่รถติดอยู่นั้นผมเห็นเด็กทั้งสองคนวิ่งตรงเข้ามาอีก พร้อมทั้งชูพวงมาลัยในมือทั้งสองคน

ผมคิดว่า เอ! เด็กสองคนนี้อยากจุขายพวงมาลัยมากจัง ให้ขนมไปแล้วยังอยากให้ซื้อพวงมาลัยอีกใจหนึ่งรู้สึกหงุดหงิดรำคาญว่าน่าจะ พอแล้ว ไม่น่าจะตื้อเรา แต่อีกใจก็สงสารอีกนั่นแหละ ไหนๆ ทำความดีแล้วลองช่วยซื้อพวงมาลัยเด็กอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร จึงแง้มกระจกรถถามว่า จะขายพวงมาลัยอีกเหรอ ขายอย่างไร เด็กตอบว่า
เขาไม่ขายพวงมาลัยให้ผมหรอก แต่เขาจะเอาพวงมาลัยให้ผมคนละ 5 พวง เพราะผมให้ขนมเขา เขาก็อยากให้พวงมาลัยแก่ผม

ผมรู้สึกอึ้ง คิดไม่ถึง ดีใจกึ่งแปลกใจ บอกเขาไปว่าอยากอุดหนุนเขา ให้เขารับเงินไปด้วย
เขา บอกว่าไม่รับเงินหรอก ทีผมยังให้ขนมเขาได้ เขาก็อยากให้พวงมาลัยผมบ้างเป็นการตอบแทน ผมเข้าใจเขา รู้สึกผิดที่ตัดสินใจเกี่ยวกับเขาเร็วไป นึกว่าเขาเห็นผมใจดีให้ขนมยังไม่พอยังอยากให้ซื้อพวงมาลัยอีก

ตกลงผมยอมรับพวงมาลัยจากเขาโดยขอรับจากเขาคนละพวงเรายิ้มให้กันตอน จากกันด้วยความสุขทั้งสองฝ่าย คืนนั้นผมกลับบ้าน เอาพวงมาลัยสองพวงนั้นใส่พานกราบพระพุทธรูปที่บ้านด้วยความเบิกบานใจเป็น พิเศษ

เรื่องนี้ทำให้ความคิดว่าความกตัญญูกตเวทีมีได้จริง เห็นได้ทันตาเห็นด้วย และอย่าด่วนตัดสินพฤติกรรมของใครๆ เร็วเกินไป

ส่วนใหญ่มนุษย์จะตัดสินคนอื่นๆ เร็วไป เพราะดูจากพฤติกรรมภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรและผิดพลาดได้ง่าย เช่น….

* อย่าตัดสินคนจน ว่าเขาต้องเป็นขโมยหรือขี้โกง
* อย่าตัดสินคนอื่นที่เรียนน้อยว่าเขาต้องโง่
* อย่าตัดสินคนที่แต่งกายเชยๆ และบุคลิกไม่ดี ว่าเป็นคนด้อยคุณภาพ
* อย่าตัดสินคนที่ไม่ทำงาน ว่าเขาเป็นคนขี้เกียจ
* อย่าตัดสินคนที่เขาไม่พูดกับเราว่าเขาเป็นคนหยิ่ง (เขาอาจจะหูหนวกไม่ได้ยินที่เราพูดก็ได้)
* อย่าตัดสินคนที่พูดห้วนๆ กิริยาห้าวๆ ว่าเป็นคนจิตใจกระด้าง ฯลฯ


ส่วนใหญ่เรามักตัดสินคนจากพฤติกรรมภายนอกที่เราไม่ชอบเลยด่วนตัดสินว่า เขาไม่ดีหรือเป็นคนผิด เราไม่มีสิทธ์ตัดสินใครๆ ว่าเขาไม่ดีหรือเป็นคนผิดหรอก เพราะเราไม่ใช่ผู้พิพากษาเราน่าจะนึกเพียงว่า เราไม่ชอบบุคลิกและลักษณะบางอย่างของเขา… เท่านั้น และเหตุการณ์จากเด็กชายขายพวงมาลัยสองคนนี้คงทำให้ยิ่งต้องระมัดระวังในการ ตัดสินคนอื่นๆ ให้มากขึ้น.

♣ สัญญาณอันตรายของความรัก ♣


ถ้ามีอาการแบบนี้เมื่อไหร่ รีบถอยด่วนนะคะ อิอิ

1. เริ่มยึดติด คุณคิดว่าคุณทำให้เขามากมาย เพราะฉะนั้นเขาต้องรักคุณคนเดียว แต่ยิ่งคุณยึดติดกับเขามากเท่าไร มันยิ่งกลายเป็นบ่วงรัดคอคุณให้แน่นขึ้นๆ ทำให้คุณหายใจไม่ออกทุกที จากที่สุขใจในรัก กลายเป็นทุกข์ใจเพราะรักผิดวิธี


2. ทุกข์มากกว่าสุข ถ้าเมื่อไรที่คุณเริ่มรู้สึกว่า ยิ่งคบกันนานเท่าไร คุณยิ่งมีความสุขน้อยลงๆ แต่สิ่งที่เข้ามากลายเป็นทุกข์ เข้าทำนองที่ว่า รักก็เจ็บ เลิกก็เจ็บ


3. สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง การที่คุณพยายามปรับตัวเพื่อเค้ามากเกินไป จนทำให้คุณสูญเสียความเป็นตัวตนที่แท้จริง ทำให้คุณอึดอัด และคุณมักจะทนไม่ไหวในเวลาต่อมา


4. ทะเลาะกันทุกครั้งที่คุยกัน จากเมื่อก่อนที่เคยหัวเราะในเรื่องเดียวกัน บางเรื่องไม่ต้องพูดแค่สบตากันก็รู้ใจ แต่เด๋วนี้ คำง่ายๆพูดกันเท่าไรก็ไม่รู้เรื่องเอาซะเลย

รับสมัครแล้วMBA ม.ขอนแก่น (ณ กรุงเทพ)

มหาวิทยาลัยขอนแก่น



มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เป็นศูนย์รวมความคิด สติปัญญาของสังคม และยึดมั่นในความเป็นเลิศทางวิชาการ และเป็นมหาวิทยาลัยดีเลิศด้านการเรียนการสอน และดีเยี่ยมทางด้านการวิจัย จากการจัดอันดับโดย สกอ. ปี 2549 และได้รับการประเมินจาก ก.พ.ร. เป็นอันดับ 1 สองปีซ้อน ( 2549 - 2550 )



วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


เป็นองค์กรในกำกับของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีการบริหารจัดการเป็นอิสระจากระบบราชการ ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดดำเนินการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทสาขาวิชา บริหารธุรกิจ ( MBA ) ตั้งแต่ปีพ.ศ.2537 และได้รับการยอมรับทั้งจากองค์กรเอกชน ราชการ รัฐวิสาหกิจจนได้รับ ยกย่องจากนิตยสาร Asia Week ซึ่งจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตร MBA แบบ Best Part-times Program ( สำหรับการศึกษานอกเวลา ) ในปีการศึกษา 2543 และได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัย ขอนแก่น อนุมัติให้เปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สำหรับผู้บริหาร(Executive MBA) ขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2544 เป็นหลักสูตรระดับปริญญาโท แผน ก แบบ ก(2) และ แผน ข รวม 39 หน่วยกิต


หลักสูตรการศึกษา :
บริหารธุรกิจมหาบัญฑิต (บธ.ม) Master of Business Administration (M.B.A.)

หลักสูตร 2 ปริญญา : Master of Business Administration International Collaborative Program between Khon Kaen University, Thailand and University of Regina, Canada


หลักสูตร 2 ปริญญา (Double degree) เป็นหลักสูตรความร่วมมือระหว่าง University Regina ประเทศแคนาดาและวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับนักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด


กำลังเปิดรับสมัคร นักศึกษาใหม่ประจำปี 2553

Executive MBA (Weekday) ภาควันธรรมดา
Executive MBA (Weekend) ภาควันเสาร์ - อาทิตย์
Young Executive MBA (Weekday) ภาควันธรรมดา
Young Executive MBA (Weekend) ภาควันเสาร์ - อาทิตย์

การแต่งกายของวัยรุ่นในปัจจุบัน

การแต่งกายของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน
การแต่งกายของวัยรุ่นในปัจจุบัน ถูกมองว่าน่าเกลียด ฝ่าฝืนจารีตประเพณี โดยเฉพาะการแต่งกายของวัยรุ่นหญิงที่นุ่งประโปรงสั้น ใส่เสื้อรัดรูป เกาะอก วัยรุ่นชายทำสีผม เจาะหู เจาะลิ้น เจาะคิ้ว ลักษณะการแต่งกายเหล่านี้อาจดูประหลาด ขัดหูขัดตาผู้ใหญ่ หลายคนอาจถามว่าวัยรุ่นไทยแต่งตัวเหมาะสมหรือไม่ ถูกกาลเทศะหรือไม่ เลียนแบบตะวันตกหรือไม่ ทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยหรือไม่ คำถามเหล่านี้ได้รับการถกเถียงระหว่างนักอนุรักษ์นิยมกับหัวก้าวหน้า และดูเหมือนแต่ละฝ่ายจะมองข้ามรายละเอียดบางอย่างไป

สิ่งที่สังคมไทยยังขาดอยู่มากก็คือการทำความเข้าใจความหลากหลายของมนุษย์และวิถีชีวิต ถ้าการแต่งกายเป็นการแสดงออกทางสังคมประเภทหนึ่ง ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเผ่าพันธุ์ต่างมีเป็นของตัวเอง กลุ่มผู้หญิง ย่อมมีการแต่งกายของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้ชาย เกย์ กะเทย วัยรุ่นก็เป็นกลุ่มทางสังคมประเภทหนึ่งที่ต้องการแสดงออก และสื่อสารในสิ่งที่เขาเชื่อว่ามีคุณค่ากับชีวิต การใส่เสื้อผ้าแปลกๆ รัดรูป หรือรุ่มร่าม อาจเป็นการแสดงคุณค่าของตัวตนบางอย่าง เช่นเดียวกับการที่ผู้ใหญ่นิยมสวมชุดไทยผ้าไหม หรือสวมสูทแบบนักธุรกิจ แฟชั่นการแต่งกายจึงเป็นทางเลือกที่ไร้ขอบเขต

จากการศึกษาของริชาร์ด อัลฟอร์ด(Richard Alford) เรื่องวัฒนธรรมการตกแต่งร่างกายในสังคมพื้นเมือง 60 แห่งทั่วโลกพบว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของสังคมเหล่านั้น ผู้ชายไม่นิยามสวมเสื้อผ้า แต่มีเพียง 7เปอร์เซ็น ผู้หญิงไม่สวมเสื้อผ้า หนึ่งในห้าของผู้ชาย และหนึ่งในสามของผู้หญิงจะสวมเสื้อผ้าชิ้นล่าง สองในสามของสังคม 60 แห่งนั้น ชายและหญิงจะสวมเสื้อผ้าทั้งท่อนบนและล่าง หนึ่งในสี่ของสังคมเหล่านี้ จะใช้เปลือกไม้ หรือหนังสือมาเป็นเสื้อผ้า แต่เทคนิคการทอผ้าแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม
จากอดีตสู่ปัจจุบัน วิวัฒนาการการแต่งกายของวัยรุ่นไทย เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่วนมากเป็นไปในทิศทางที่ไม่เหมาะสม เรา ในฐานะที่เป็นวัยรุ่นไทยควรที่จะประพฤติและปฏิบัติตนให้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ
ข้อมูลจากwww.sac.or.thศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์กรมหาชน)

นักเรียนยุคใหม่ทำไมต้องกวดวิชา


ปัจจุบันมีนักเรียนทั่วประเทศกว่า 600, 000 คนให้ความสำคัญกับการเรียนกวดวิชา เพื่อสร้างความมั่นใจในการสอบเขาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา การเรียนกวดวิชานั้นเป็นการเรียนเสริมนอกห้องเรียน เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มาเรียนเพิ่มในสิ่งที่ขาด ที่สำคัญหลักสูตรของการกวดวิชานั้นไม่ใช่การสอนแทนการเรียนในระบบ ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เด็กเรียนกวดวิชา คือตัวผู้สอนมีประสบการณ์ โรงเรียนกวดวิชาบางโรงเรียนอาจใช้วิธีจ่ายค่าเรียนเป็นรายชั่วโมง ถึงแม้ว่าขณะนี้มีโรงเรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น นักเรียนก็สามารถเลือกเรียนได้ตามความต้องการ และทุโรงเรียนมีการแข่งขันกันทางด้านวิชาการแต่การเก็บค่าเรียนต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ การเรียนกวดวิชาเน้นเรื่องความเข้าใจ เน้นเฉพาะโจทย์ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจง่ายขึ้นและไม่ต้องอ่านหนังสือมากนัก

การทดสอบส่งงาน ครั้งที่ 1

ทดสอบส่งงานคลิกเลย

เด็กนักเรียนยุคใหม่

ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก มากจนคนเราปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปแทบไม่ทัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ โทรศัพท์มือถือและ สื่อทุกประเภท ล้วนแล้วแต่ทำให้วิถีชีวิต ความคิดความอ่านของคนเราเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะ มากพอจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งเหล่านี้จนหาความเป็นเด็กในวัยเดียวกันในสมัยก่อนแทบไม่เจอเลย สิ่งที่มักจะพบเห็นในเด็กสมัยนี้บ่อยๆ ได้แก่ มีความอดทนน้อย ใจร้อน สมาธิสั้น ไม่มีความพยายาม ไม่รู้จักคำว่ามุ่งมั่น ขี้เกียจ อยากเป็นอยากได้แต่ไม่พยายาม ฯลฯ อาจารย์มาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร? สาเหตุหลักอยู่ที่ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี่เองแหละ มีความอดทนน้อย ใจร้อน เพราะมีเทคโนโลยีหลายด้านที่ทำให้ไม่ต้องรอนานเหมือนสมัยก่อน อยากโทรคุยกับเพื่อน อยู่ที่ไหนก็โทรได้ ไม่ต้องคอย ไม่ต้องรอคิว ไม่ต้องหลบซ่อน อยากเดินทางไปไหนมาไหน ก็ไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พอพบกับความรวดเร็ว ความสะดวก ความง่าย บ่อยๆ บางคนเป็นมาตลอดชีวิตเลย จึงไม่มีโอกาสจะต้องฝึกฝน ความอดทน ของตนเองเลย ความอดทนจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องถูกให้ อด ให้ ทนเสียก่อน จึงจะเกิด เรื่องนี้ต้องชื่นชมหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามที่ให้มีศีลอด ถึงจะร่ำรวยล้นฟ้า ก็ยังต้องรู้จัก อด รู้จักทน ทำไมสมาธิสั้น มาจากที่มีสื่อเข้าถึงตัวได้รวดเร็ว หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต มากจนไม่มีการจดจ่ออยู่กับอะไรได้นาน มีสิ่งที่ต้องให้สนใจมากมายไปหมด แวบไปโน่นแวบไปนี่ ไปมาเสียจนขาดสมาธิ จำอะไรไม่ค่อยได้ ก็จะจำได้อย่างไรเล่า ในเมื่อในขณะอ่านหนังสือ ยังฟังเพลง ดูทีวีไปด้วย ใจเราก็แวบไปนั่นแวบไปนี่ เป็นการฝึกฝนตนเองไม่ให้มีสมาธิโดยไม่รู้สึกตัวนั่นเอง ไม่มีความพยายาม ไม่รู้จักคำว่ามุ่งมั่น ขี้เกียจ อยากเป็นอยากได้แต่ไม่พยายาม นี่ก็เป็นผลพวงมาจากความเจริญก้าวหน้ามาก ก็มีหนทางเดินให้เลือกมากมาย พลาดจากตรงนี้ก็ยังมีทางเลือกอื่นอีก ไม่อยากมุ่งมั่นพยายามไปทำไม สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อมีเทคโนโลยี การหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารทั้งของดีและของไม่ดี เข้าหาเราได้มาก ได้ง่าย ได้หลากหลายทาง การได้สัมผัสกับของดีและของไม่ดีมากๆเข้า ถ้ายังไม่มีวุฒิภาวะมากพอยังแยกแยะไม่ออกว่าดี ว่าชั่ว ก็ยากที่จะทนทานต่อสิ่งที่ไม่ดี อาจารย์คิดว่าการทำกาย-วาจา-ใจ ให้ดี ให้มั่นคง ให้แข็งแกร่ง นั้นต้องใช้เวลา การปฏิบัติดี การพูดดี การทำดี ต้องใช้เวลาอบรมบ่มกันนาน เป็นธรรมชาติของคนเราที่จะลงสู่ที่ต่ำได้รวดเร็วกว่า การมีทั้งของดีและของไม่ดี หลั่งไหลเข้ามาสู่ตัวเราได้มากมายและรวดเร็วได้พอๆกัน คนเราส่วนมากจะรับสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้ได้รวดเร็วกว่าสิ่งที่ดี โดยเฉพาะเด็กๆ นะครับ ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอ บางคนน่าสงสารมาก ยังไม่ทันโต รู้ดีรู้ชั่ว ก็ต้องมาสัมผัสกับทั้งของดีและของไม่ดีไปเสียแล้ว ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ยังรู้จักเลือกปิดไม่รับได้บ้าง แต่เด็กมักจะอยู่ในกรณี กว่าจะรู้เดียงสา ก็สายไปเสียแล้ว ซะมากกว่า เป็นสภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ การฝืนกระแส ทำได้ยากมากขึ้นในสมัยนี้ เพราะว่าหาตัวอย่างที่จะยกให้ลูกดูหาได้ยากยิ่ง แทบจะหาไม่เจอเลยครับ ผิดจากสมัยก่อนที่ยังพอจะมีให้ดูบ้าง ใครๆ ก็มีมือถือ ใครๆก็เข้าเน็ตได้ พ่อแม่ไม่เข้าใจ กลายเป็นเท่ซะอีก ผู้ปกครองบางคนคิดว่านั่นเป็นของจำเป็นสำหรับเด็กยุคนี้สมัยนี้ แต่หารู้ไม่ว่าทั้งของดีและของไม่ดี จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ตัวลูกได้มากมายมหาศาล ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกบุคคล ไม่เลือกวัย ถ้าไม่มีเวลามาอบรมสั่งสอน ก็รับประกันได้เลยว่าลูกจะเสียคนไปซะก่อน ที่จะได้ดี ที่ว่ามานี้เป็นผลกระทบด้านลบของความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พอจะมองกันออก การจะปฏิเสธความเจริญก้าวหน้านี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ และไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องมีความเจริญก้าวหน้า ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนu3650 .ลยีของชาติ มิเช่นนั้นจะแข่งขันกับประเทศอื่นในโลกไม่ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบดังที่ว่า? ใช่แล้วครับ ในเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเราไปแล้ว เราต้องอยู่กับมันให้เป็น ให้ดี ให้อยู่รอดได้ อาจารย์เห็นว่า ปัญหานี้ เป็นปัญหาใหญ่ ที่ต้องการให้รัฐเข้ามาช่วยแก้ไข เพราะส่งผลกระทบไปหมดทั้งสังคมไทยก็ว่าได้ คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงกำลังทำกันอยู่ สำหรับเราที่เป็นส่วนเล็กๆในสังคม การรู้จักเลือกรับ เลือกไม่รับ ต้องช่วยเหลือตัวเองไปก่อน ที่สำคัญก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองอย่าเป็นซะเอง อย่าสนับสนุนส่งเสริมลูกในทางที่ผิด บางคนให้ลูกมีมือถือตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล ทางแก้ไขนั้น พอมี สำหรับผู้ปกครองก็ต้องกัน ต้องใจแข็ง ไม่ให้มี ถ้าต้องใช้ต้องมีก็ต้องควบคุม มีขีดจำกัด จนกว่าลูกเราจะพอแยกแยะดีชั่ว ได้เข้มแข็ง มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจที่จะต่อต้านความชั่วร้ายทั้งปวงได้ ต้องสอนให้รู้จักอดรู้จักทนบ้าง ให้รู้จักรอ ของอย่างนี้ต้องฝึกฝน ทั้งปลูกและฝัง จึงจะเกิดผลและอยู่ได้นาน ในขณะเดียวกันต้องกันลูกไม่ให้ไปสัมผัสกับสิ่งที่เลวร้าย เราไม่มีเวลาจะอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา ในสมัยก่อน เด็กยังอยู่ในสภาวะที่ต้องยกเว้น ไม่ค่อยมีใครใจร้ายคิดทำร้ายเด็ก แต่สมัยนี้กลับตรงกันข้าม เด็กกลายเป็นเหยื่อ มุ่งจะแสวงประโยชน์จากเด็ก เราต้องป้องกันให้ลูก มือถือและคอมพิวเตอร์ให้ใช้ให้สัมผัสได้เท่าที่จำเป็น เป็นครั้งเป็นคราว ต้องสร้างทัศนคติที่ดีในชีวิตต้องใช้ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด อย่างรู้เท่าทัน อย่างมีสติ อย่างพอเพียงและพอประมาณ นั่นคือสิ่งที่เราทำได้เอง ส่วนที่เป็นต้นตอสาเหตุที่ใหญ่เกินกว่าที่เราจะแก้ได้เอง ก็คงขอให้ผู้มีอำนาจ มีพลังมากกว่า โปรดช่วยที ขอให้ฝึกฝนตนเองในทางที่ดีนะครับ

เบอร์โทรมรณะ ทำนักศึกษาป่วย

หนึ่งในฟอร์เวิร์ดเมล์ที่ยังคงส่งต่อถึงกันตั้งแต่หลายปีก่อน มาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่หมดไป และสร้างความฉงนให้กับผู้รับเป็นอย่างมาก นั่นคือ เรื่อง เบอร์มรณะ รับโทรศัพท์แล้วตาย ที่มักจะมีคนเขียนข้อความทำนองว่า "อย่ารับเบอร์โทรศัพท์เบอร์นี้เป็นอันขาด เพราะคุณอาจเสียชีวิตได้" จนมีผู้เรียกขานเบอร์โทรศัพท์แปลก ๆ เหล่านั้นว่า เบอร์มรณะ แม้กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง 999-9999 ต่อ - ติด - ตาย ก็ยังมีพล็อตกล่าวถึง เบอร์มรณะ เช่นกัน ทำให้หลายคนสงสัยว่า จริง ๆ แล้ว เบอร์มรณะ มีจริงหรือแกล้งกันเล่นแน่

ล่าสุด กระแสข่าว เบอร์มรณะ กำลังถูกกระพืออีกครั้งผ่านปากต่อปากในหลายจังหวัดของภาคเหนือ โดยมีเสียงโจษจันต่อ ๆ กันมาว่า "ระวัง! ห้ามรับโทรศัพท์เบอร์ 083336xxxx , 083336xxxx , 083333xxxx เด็ดขาด เพราะคุณจะจบชีวิตลงแน่นอน" พร้อมกับระบุว่า มีหลายคนที่เสียชีวิตอย่างปริศนาจาก เบอร์มรณะ รับโทรศัพท์แล้วตาย นี่มาแล้ว

นอกจากนี้ ข่าวลือยังระบุอีกว่า เบอร์มรณะ ที่โทรศัพท์เข้ามาจะโชว์เป็นเบอร์สีแดง โดยทุกคนที่ได้รับโทรศัพท์จากเบอร์สีแดง จะเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีการอ้างว่า หลายจังหวัดในภาคเหนือมีผู้เสียชีวิตจาก เบอร์มรณะ มาหลายคนแล้ว โดยมีอาการแก้วหูแตก เลือดคั่งในสมอง

ทั้งนี้มีรายงานว่า นายปุ๊ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักศึกษา ปวช.ชั้นปีที่ 3 ของสถาบันศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง ตกเป็นเหยื่อเบอร์โทรศัพท์มรณะจนล้มป่วยนอนซมอยู่ที่ รพ.ห้างฉัตร เมื่อผู้สื่อข่าวรุดไปตรวจสอบ ก็พบว่านายปุ๊อยู่ในชุดคนไข้นอนซมอยู่บนเตียง ภายในตึกผู้ป่วยในห้องผู้ป่วยสามัญชาย สภาพมีสายน้ำเกลือระโยงระยาง และมีนางแก้ว (นามสมมติ) มารดา นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ด้วยความห่วงใย ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากปาก แต่นายปุ๊ปฏิเสธที่จะเล่าให้ฟังพร้อมมีสีหน้าหวาดผวาเล็กน้อย โดยให้เหตุผลว่ายังผวากับเรื่องที่เกิดขึ้น พอนึกถึงหรือพูดถึงที่ไร จะมีอาการแข้งขาชา แน่นหน้าอกหายใจติดขัด อย่างไรก็ดี นายปุ๊ได้ให้มารดาเล่าให้ฟังแทน

นางแก้วเปิดเผยว่า ลูกชายเล่าให้ฟังว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ม.ค. ที่ ผ่านมา ขณะนั่งเล่นอยู่ในห้องบนบ้าน เพื่อนคนหนึ่งก็โทรฯ เข้าโทรศัพท์มือถือลูกชาย หลังคุยกันได้ 2-3 นาที ก็วางสายไป คราวนี้มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก ลูกชายก็คิดว่าเป็นเพื่อนคนเดิมโทรฯ มา แต่พอรับสายยังไม่ทันพูดอะไรสักคำ ก็มีเสียงคล้ายคนสวดมนต์เป็นภาษาบาลี หรือภาษาอะไรไม่แน่ใจ สำเนียงเนิบ ๆ ช้า ๆ น่าขนลุก พอฟังไป ได้แป๊บเดียวลูกชายก็มีอาการขนลุกวาบตัวชา รุ่มร้อนเหมือนร่างกำลังถูกไฟเผาทั้งเป็น จึงรีบโยนโทรศัพท์มือถือทิ้ง และวิ่งหน้าตาซีดเซียวลงมาหาบิดา พยายามเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่กลับพูดจาไม่ได้ศัพท์ บิดาจับตัวดูเห็นตัวเย็นเฉียบ ร่างกายไร้เรี่ยวแรง และดวงตาลุกวาวเหมือนหวาดกลัวอะไรอย่างหนัก จึงขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ อปพร.ของ อบต.หนองหล่ม นำตัวส่ง รพ. แพทย์พาตัวเข้าห้องฉุกเฉินฉีดยาและให้น้ำเกลือ พร้อมให้นอนรักษาตัวเพื่อรอดูอาการ ตนจึงมาเฝ้าดูแลลูกชายด้วยความเป็นห่วง

GAT PAT ระบบการสอบใหม่ ปี 2553

1. ปี 2553 ทปอ. จะใช้องค์ประกอบต่อไปนี้ในการยื่น คะแนนเข้ามหาวิทยาลัย

1) GPAX 6 ภาคเรียน 20 %

2) O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30 %

3) GAT 10-50 %

4) PAT 0-40 %

รวม 100 %

หมายเหตุ

1. GPAX คือ ผลการเรียนเฉลี่ย สะสม 6 ภาคเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียน รู้

2. GAT คือ General Aptitude Test ความถนัดทั่วไป

3. PAT คือ Professional Aptitude Test ความถนัดเฉพาะ วิชาชีพ

2.รายละเอียดเกี่ยว กับ GAT

1. เนื้อหา

- การอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ ปัญหา(ทาง คณิตศาสตร์) 50%

- การสื่อสารด้วยภาษา อังกฤษ 50%

2. ลักษณะข้อสอบ GAT จะเป็นปรนัย และอัตนัย

- คะแนนเต็ม 200 คะแนน เวลาสอบ 2 ชั่วโมง

- ข้อสอบ เน้น Content Free และ Fair

- เน้นความซับ ซ้อน (Complexity) มากกว่า ความยาก

- มีการออกข้อสอบเก็บไว้เป็นคลังข้อ สอบ

3. จัดสอบปีละหลายครั้ง

- คะแนนใช้ได้ 2 ปี เลือกใช้คะแนนที่ดีที่สุด (จะสอบ ตั้งแต่ม. 4 ก็ได้)

3. รายละเอียดเกี่ยว กับ PAT

1. PAT มี 6 ชุด คือ

PAT 1 วัดศักยภาพทางคณิตศาสตร์

เนื้อหา เช่น Algebra, Probability and Statistics, Conversion,Geometry, Trigonometry,Calculus ฯลฯ

ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Calculation skills, Quantitative Reasoning, Math Reading Skills

PAT 2 วัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์

เนื้อหา ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, Earth Sciences, environment, ICT ฯลฯ

ลักษณะข้อสอบ Perceptual Ability, Sciences Reading Ability,Science Problem Solving Ability ฯลฯ

PAT 3 วัดศักยภาพทางวิศวกรรม ศาสตร์

เนื้อหา เช่น Engineering Mathematics, EngineeringSciences,Life Sciences, IT ฯลฯ

ลักษณะข้อสอบ Engineering Aptitude i.e. Multidimensional Perceptual Ability, Calculation Skills, Engineering Reading Ability, Engineering Problem Solving Ability

PAT 4 วัดศักยภาพทางสถาปัตยกรรมศาสตร์

เนื้อหา เช่น Architectural Math and Science ฯลฯ

ลักษณะข้อสอบ Space Relations, Multidimensional Perceptual Ability, Architectural Problem Solving Ability ฯลฯ

PAT 5 วัดศักยภาพทาง ครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์

เนื้อหา ความรู้ในเนื้อหาภาษา ไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม วิทยา มานุษยวิทยา สุขศึกษา ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ลักษณะข้อสอบ ครุ ศึกษา (Pedagogy), ทักษะการอ่าน (Reading Skills),ความรู้ทั่วไปเกี่ยว กับการศึกษาของประเทศไทย การแก้ปัญหาที่เกิดจากนัก เรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ

PAT 6 วัดศักยภาพทางศิลปกรรมศาสตร์

เนื้อหา เช่น ทฤษฎีศิลปะ (ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์) ความรู้ทั่วไปทาง ศิลป์ ฯลฯ

ลักษณะข้อสอบ ความคิดสร้าง สรรค์ ฯลฯ